บล็อกนี้ได้จัดทำขึ้น เพื่อรวบรวมคำอธิบายกฎหมาย บทความทางกฎหมาย ข้อมูลข่าวสารต่างๆ และสื่ออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายไว้ใช้สำหรับการศึกษาวิชาทางกฎหมาย เพื่อเป็นประโยชน์และเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในผู้ศึกษาวิชากฎหมาย และบุคคลทั่วไป

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

การรับมรดกแทนที่

การรับมรดกแทนที่


        ในการรับมรดกโดยหลักกฎหมายจะให้เฉพาะทายาทลําดับและชั้นที่สนิทที่สุดกับเจ้ามรดกเป็นผู้รับมรดกซึ่งในบรรดาทายาทลําดับต่าง ๆ นั้น ทายาทลําดับผู้สืบสันดาน (ลําดับ ที่๑) จะเป็นผู้ได้รับมรดกก่อน ถ้าหากมีทายาทลําดับ (๑) ทายาทลําดับหลังก็จะไม่ได้รับมรดก (เว้นแต่ ทายาทลําดับที่(๒) บิดามารดาถ้ามีชีวิตอยู่ก็จะได้รับมรดกเสมือนว่าเป็นทายาทชั้นบุตร
        หลักที่ว่าเมื่อไม่มีทายาทลําดับก่อน ทายาทลําดับหลังก็มีสิทธิได้รับมรดกนั้น จะต้องอยู่ภายใต้บังคับหลัก "การรับมรดกแทนที่” ด้วย กล่าวคือ แม้ว่าไม่มีทายาทในลําดับก่อนลําดับใด เพราะทายาทลําดับนั้นได้ตายไปก่อนเจ้ามรดกหรือไม่มีสิทธิรับมรดกเพราะได้ถูกกําจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าทายาทในลําดับนั้นมีผู้สืบสันดาน กฎหมายก็ให้ผู้สืบสันดานของทายาทคนนั้นรับมรดกแทนที่ทายาทคนนั้นได้ และถ้าผู้สืบสันดานนั้นตายไปเสียก่อนหรือถูกกําจัดมิให้รับมดกเช่นเดียวกัน กฎหมายก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานคนนั้นรับมรดกแทนที่สืบต่อๆ กันเช่นนี้จนหมดสาย ดังนั้น จึงเห็นได้ว่ามรดกของเจ้ามรดกตกทอดไปยังผู้สืบสันดานของทายาทลําดับนั้น ๆ เสียก่อน ก่อนที่จะตกไปยังทายาทลําดับหลัง
        หลักการรับมรดกแทนที่ปรากฏในมาตรา ๑๖๓๙
        มาตรา ๑๖๓๙ “ถ้าบุคคลใดซึ่งจะเป็นทายาทตามมาตรา ๑๖๒๙ (๑) ผู้สืบสันดาน (๓) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน (๔) พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกันหรือ (๖) ลุง ป้า น้า อา ถึงแก่ความตายหรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ถ้าบุคคลนั้นมีผู้สืบสันดานก็ให้ผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ ถ้าผู้สืบสันดานคนใดของบุคคลนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกําจัดมิให้รับมรดกเช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้สืบสันดานของผู้สืบสันดานนั้นรับมรดกแทนที่และให้มีการรับมรดกแทนที่กันเฉพาะส่วนแบ่งของบุคคลเป็นราย ๆ สืบต่อกันเช่นนี้ไปจนหมดสาย”

        หลักเกณฑ์ ตามมาตรา ๑๖๓๙
         การรับมรดกแทนที่กัน จะมีได้เฉพาะผู้สืบสันดานของ (ผู้ซึ่งจะเป็น) ทายาทลําดับ (๑) (๓) (๔) และ (๖) รับมรดกแทนที่ทายาทลําดับนั้นเท่านั้น
        ผู้สืบสันดานของทายาทลําดับ (๒) กล่าวคือ ลําดับบิดามารดา และ (๕) กล่าวคือ ลําดับปู่ ย่า ตา ยาย ขึ้นมารับมรดกแทนที่ทายาทลําดับ (๒) หรือ (๕) ไม่ได้

        เหตุที่กฎหมายไม่ให้ ผู้สืบสันดานของทายาทลําดับ (๒) และ (๕) รับมรดกแทนที่ เพราะ
        - กรณีทายาทลําดับ (๒)บิดามารดา : ผู้สืบสันดานของทายาทลําดับ (๒) ก็คือพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือพี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาของเจ้ามรดกนั่นเอง ซึ่งเป็นทายาทลําดับ (๓) หรือ (๔) ตามมาตรา ๑๖๒๙ หากกฎหมายกําหนดว่าเมื่อบิดาหรือมารดา (ทายาทลําดับ (๒) )ตายไปเสียก่อนให้พี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดาของเจ้ามรดกรับมรดกแทนที่ได้ ก็จะมีผลว่าทายาทในลําดับ (๓) หรือ (๔) จะเข้ามารับมรดกร่วมกับบิดาหรือมารดาที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือร่วมกับทายาทลําดับ (๑) ได้ ซึ่งจะขัดกับหลักญาติสนิทพิชิตญาติห่าง
        - กรณีทายาทลําดับ (๕)ปู่ ย่า ตา ยาย : ผู้สืบสันดานของทายาทลําดับ (๕) ก็คือลุง ป้า น้า อาของเจ้ามรดกนั่นเอง ซึ่งก็เป็นทายาทลําดับ (๖) หากกฎหมายให้ ลุง ป้า น้าหรืออารับมรดกแทนที่ปู่ ย่า ตาหรือยายของเจ้ามรดกที่ตายไปก่อนเจ้ามรดก ก็จะมีผลว่าลุงป้าน้าอาก็มีสิทธิรับมรดกรวมกับปู่ ย่าตาหรือยายที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งจะทําให้ ขัดต่อหลัก “ญาติสนิทพิชิตญาติห่าง” (ลุงป้าน้าอาซึ่งเป็นทายาทลําดับ (๖) จะรับมรดกได้เฉพาะเมื่อไม่มีปู่ ย่าตายาย (ทายาทลําดับ (๕) เท่านั้น)
        ตามตัวอย่าง เมื่อ ก. ตาย มรดกจะตกแก่ บ. (บิดา) ม. (มารดา) ข. (บุตร) และ ภ.(ภริยา) คนละเท่า ๆ กัน แต่หาก บ. บิดาตายก่อน ที่ ก.(เจ้ามรดก)ตาย น. จะไม่มีสิทธิรับมรดกแทนที่ บ. มรดกก็ตกแก่ ม. ๑ ส่วน ภ. ๑ ส่วน และ ข. ๑ ส่วน เท่า ๆ กัน เป็นต้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
www.dtl-law.com

กระบวนการและปัญหาในการร่างกฎหมายของประเทศไทย


กระบวนการและปัญหาในการร่างกฎหมายของประเทศไทย

เรื่อง “กระบวนการร่างกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา : ประสบการณ์ของต่างประเทศกับการปรับเปลี่ยนกระบวนการร่างกฎหมายของประเทศไทย
         เมื่อพูดถึงกระบวนการร่างกฎหมายของไทยสำหรับคนที่คุ้นเคยอยู่กับแวดวงการร่างกฎหมายก็จะเกิดความรู้สึกน่าเบื่อหน่าย น่าท้อใจ สำหรับคนไม่คุ้นเคยเมื่อพบเห็นกระบวนการก็จะเป็นเรื่องน่าตระหนก และนึกไม่ถึงว่าประเทศไทยจะรอดมาได้อย่างไร แต่ในท่ามกลางความไม่ดีก็มีส่วนดีอยู่เช่นกัน ปัจจุบันเริ่มตระหนักกันว่า การมีกฎหมายมากๆ ไม่ค่อยดี กฎหมายเป็นตัวจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล มีกฎหมายมากก็แปลว่าสิทธิและเสรีภาพของบุคคลย่อมถูกจำกัดมากขึ้น เมื่อตระหนักเช่นนั้นกระบวนการร่างกฎหมายอันล่าช้า น่าตระหนกตกใจนี้จึงกลายเป็นส่วนช่วยประเทศไทยได้ในที่สุด ลองคิดดูว่า หากในระยะเวลา ๒๐ ปีที่ผ่านมานี้ กระบวนการร่างกฎหมายของไทยเรารวดเร็วเหมือนของต่างประเทศ ผมยังนึกไม่ออกว่า ชีวิตประจำวันของเราจะเป็นอย่างไร คงจะมีกฎหมายออกมาบังคับเราทุกอิริยาบถ และในที่สุดชีวิตเราก็คงหมดความสุข เพราะฉะนั้นคิดในแง่ดีเสียก็คงดี แต่ถ้านึกว่ากฎหมายคือเครื่องมือในการบริหารประเทศ และเมื่อโลกพัฒนาไปเร็วขึ้นๆ ความจำเป็นที่จะต้องมีกฎเกณฑ์ให้ทันสมัยก็มีมากขึ้น และก็จำเป็นต้องทำให้ทันต่อเวลา กระบวนการร่างกฎหมายที่ล่าช้าก็ย่อมจะกลายเป็นอุปสรรคของการบริหารประเทศได้
         ถ้าแยกกฎหมายตามลักษณะออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มที่ ๑ กลุ่มที่ว่าด้วยการกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์และวางกฎเกณฑ์ของสังคม กลุ่มนี้กฎหมายจะออกมาช้าหรือออกมาเร็วก็อาจจะไม่มีผลต่อการพัฒนาประเทศมากนัก แต่อาจจะมีผลกระทบต่อความดำรงอยู่หรือความเป็นไปของสังคม กลุ่มที่ ๒ กลุ่มกฎหมายที่ใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารประเทศ บริหารราชการแผ่นดิน มักจะออกมาเพื่อการอำนวยความสะดวกและการให้อำนาจรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ กลุ่มนี้ก็จะเป็นกลุ่มซึ่งอาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องทำให้รวดเร็วขึ้น แต่ความรวดเร็วนั้นจะต้องมาควบคู่กับความสำเนียกในเรื่องสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ซึ่งเดี๋ยวเราจะได้พูดกันบ้างเล็กน้อย
         ถ้าเรามองย้อนไปตั้งแต่ต้นว่า กว่าร่างกฎหมายฉบับหนึ่งจะกลายมาเป็นกฎหมาย เส้นทางของมันยืดยาวขนาดไหน เคยมีกฎหมายที่เข้าสภาเริ่มต้นวาระแรกในสมัยประชุมสภาครั้งแรกของสภาไปจนยุบสภากฎหมายนั้นก็ยังไม่ออกไปจากสภาผู้แทนราษฎรซ้ำแล้วซ้ำเล่าหลายครั้งจนกลายเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ถ้ากฎหมายนั้นเข้าไปในสภาเมื่อไหร่ สภาก็จะถูกยุบเมื่อนั้น กลัวกันถึงขนาดที่เรียกว่า กว่าจะเอากฎหมายฉบับนั้นเข้าสภาได้ต้องระมัดระวังกันอย่างถึงขนาดไม่ให้เกิดเหตุทางการเมืองขึ้น
         ในปัจจุบันเราต้องยอมรับว่ากระบวนการพิจารณากฎหมายมีความรวดเร็วขึ้น แต่แม้กระนั้นก็ไม่มีกฎหมายฉบับใดที่ไม่ได้ไปในช่องทางของ fast track แล้วใช้เวลาต่ำกว่า ๒ ปีนับแต่ที่เริ่มต้นคิดว่าจะมีกฎหมายจนกระทั่งออกไปเป็นกฎหมาย ส่วนใหญ่จะนานกว่านั้น

         กฎหมายเราอาจจะแยกได้เป็น ๓ สายตามความคิดริเริ่มที่จะให้มีกฎหมาย
         สายที่ ๑ คือ สายทางการเมือง ซึ่งในอดีตถ้ามีก็ไม่มากนัก เป็นความคิดริเริ่มที่ฝ่ายการเมืองต้องการกฎหมายแล้วก็ลงมือทำเดี๋ยวนั้น เพิ่งจะมาในระยะหลังๆ สัก ๑๐ กว่าปีก็ค่อยทยอยมีมากขึ้นๆ ถ้าการเริ่มต้นมาจากฝ่ายการเมืองแล้วเป็นความต้องการอย่างแท้จริง กระบวนการในการผ่านขั้นตอนต่างๆ ไปจนถึงสภาก็จะใช้เวลารวดเร็วขึ้น เพราะถ้าไม่ทำกันเองซะที่ทำเนียบก็จะเอาเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ไปนั่งทำหรือส่งมาให้ทำที่ สคก. ภายใน ๓ วัน ๗ วันก็ต้องส่งกลับไป แต่ก่อนนี้ภายใน ๓ เดือน ๖ เดือนก็ต้องกลับไปเดี๋ยวนี้ภายใน ๓ วัน ๗ วันก็ต้องกลับไป เราก็จะพบว่าถ้าเป็นกฎหมายอย่างนั้นก็จะทำใจได้ แต่ถามว่าทำอย่างนั้นได้ทุกครั้ง ทุกฉบับได้หรือไม่ ก็ตอบว่าไม่ได้เพราะเกินขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่ของ สคก. ซึ่งมีจำนวนจำกัดและร่อยหรอลงไปทุกที
         สายที่ ๒ คือ มาจากฝ่ายราชการประจำ ซึ่งยืดยาวจนกฎหมายบางฉบับคนที่คิดริเริ่มอยู่ในวัย ๔๐ กว่ากฎหมายนั้นจะออกก็เกษียณแล้วก็มี มีกฎหมายฉบับหนึ่งที่เมื่อผมเรียนหนังสือจบจากเมืองนอกแล้วกลับมาทำงานที่ สคก. เป็นกฎหมายฉบับแรกที่ผมทำ คือ พระราชบัญญัติโรงแรม จนบัดนี้พระราชบัญญัติโรงแรมยังไม่ได้ออกมาเป็นกฎหมาย ก็วนไปเวียนมาไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดเหตุแบบนั้นได้ กฎหมายที่เกิดจากราชการประจำเป็นทัศนคติของฝ่ายราชการประจำว่า จำเป็นจะต้องมีกฎหมายนั้น แต่ด้วยขั้นตอน ความรู้ความชำนาญของเจ้าหน้าที่ จึงทำให้กฎหมายเหล่านั้นไม่ได้รับการพิจารณาให้แล้วเสร็จออกมาเป็นกฎหมายได้ภายในเวลาที่จำเป็น และยิ่งใช้เวลานานมากขึ้นเท่าไหร่ ความทันสมัยของกฎหมายนั้นก็ยิ่งหมดไปมากขึ้นเท่านั้น ถ้าหากว่าในโลกไซเบอร์ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงทุก ๖ เดือน ระยะเวลาที่เราใช้ในการร่างกฎหมายในปัจจุบันกับการผ่านกฎหมายในสภาก็จะพบว่าล้าหลังไปหลาย Generation
         สายที่ ๓ คือ สายที่มาจากประชาชนที่นับวันจะเริ่มมีขึ้นด้วยแรงกระตุ้นของรัฐธรรมนูญที่ให้ประชาชนสามารถเสนอกฎหมายได้เมื่อเข้าชื่อกันถึง ๕๐,๐๐๐ ชื่อ กฎหมายตรงนี้ก็ไม่ได้มาจากประชาชนที่แท้จริง ส่วนใหญ่ก็จะมาจาก NGO ที่เป็นผู้ริเริ่ม ซึ่งเราจึงพบอาการแปลกประหลาดของกฎหมายจากกฎหมายที่มาจากสายนี้มากขึ้นๆ เพราะตามที่เล่าเรียนกันมานั้นกฎหมาย คือ เครื่องมือของผู้ใช้อำนาจรัฐาธิปัตย์ เพื่อกำหนดให้ราษฎรทำหรือไม่ทำอย่างหนึ่งอย่างใด แต่เมื่อเวลาที่ประชาชนเป็นฝ่ายออกกฎหมายบ้าง กลับตรงกันข้ามจะกลับเป็นกฎหมายที่กำหนดให้รัฐต้องทำหรือไม่ทำอย่างหนึ่งอย่างใดเสียเป็นส่วนใหญ่ และเราก็จะพบว่าสิ่งเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องเป็นกฎหมาย แต่เนื่องจากคนที่เกี่ยวข้องรู้สึกว่า ถ้าไม่ออกกฎหมายบังคับรัฐก็ไม่ทำหรือทำก็ทำแบบซังกะตาย เงินก็ไม่ให้ ก็ออกกฎหมายบังคับรัฐเสีย
         ขณะนี้ เราก็กำลังจะมีกฎหมายอีกฉบับหนึ่งที่เรียกว่า กฎหมายเกี่ยวกับสุขภาพแห่งชาติ ถ้าใครไปอ่านร่างกฎหมายฉบับนี้ก็จะตกใจเพราะมันจะเป็นรัฐธรรมนูญ บอกความห่วงใย บอกความสำนึก และบอกความน่าจะเป็น รวมเป็นร่างกฎหมายฉบับนี้ วันหนึ่งเมื่อเขามาปรึกษาผมว่าให้ช่วยดูร่างกฎหมายฉบับนี้ทีเถอะอย่างเป็นกันเอง แล้วก็ช่วยแก้ให้ ผมอ่านแล้วก็บอกว่านี่ไม่ใช่กฎหมาย นี่คือคำพรรณนา ซึ่งดีมากถ้าเป็นวรรณกรรมก็จะต้องได้รับรางวัลซีไรท์ และผมก็บอกว่าไม่รู้จะแก้อย่างไร ก็บอกว่านั่นแหละให้เอาไปเถอะ เพราะอย่างน้อยก็บอกรัฐบาลได้ว่าคนที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพเขาคิดอย่างไร ส่วนจะเป็นกฎหมายได้หรือไม่ อย่างไรก็ค่อยว่ากันอีกที แล้ววันหนึ่งเคราะห์กรรมก็มาถึงเมื่อกฎหมายฉบับนั้นก็ถูกส่งมาเข้าคณะพิเศษและตั้งผมเป็นประธาน ก็นึกว่าผมคงจะต้องไปทะเลาะกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุขทั่วประเทศเพราะถ้าจะร่างกฎหมายนั้นให้เป็นกฎหมายก็ต้องตัดออกไปซัก ๑ ใน ๙ ผมก็กลุ้มใจอยู่ว่าจะทำอย่างไรดี แต่ก็เคราะห์ดีเมื่อถึงเวลามาประชุมกันก็เกลี้ยกล่อมกันว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นไม่ใช่กฎหมาย ก็พร้อมที่จะให้ตัดออก มิฉะนั้นก็ต้องไปทะเลาะกับเขาทั้งเมือง เพราะก่อนที่กฎหมายฉบับนี้จะมาถึงคณะรัฐมนตรีและส่งมา สคก. นั้น เขาทะเลาะกันทั้งเมืองมาแล้วด้วยถ้อยคำๆ เดียว เพราะในกฎหมายฉบับนี้อยากจะให้ลึกลงไปก็ใช้คำว่า “จิตวิญญาณ” ฝ่ายศาสนาโดยเฉพาะพุทธศาสนาเห็นว่า การใช้คำนี้เป็นการบิดเบือนศาสนาจะทำให้ศาสนาเพี้ยนไปเป็น เรื่องคอขาดบาดตายของทางศาสนา ถ้าขืนใช้ก็จะเกิดกลียุคกันทั้งเมือง จะเกิดการรบราฆ่าฟันกัน ทางฝ่ายสาธารณสุขบอกว่าคำนี้โดนใจเขาจริงๆ เพราะมันไม่ใช่เรื่องจิตและก็ไม่ใช่เรื่องวิญญาณ แต่เป็นเรื่อง ๒ อย่างผสมกัน ก็ทำท่าบานปลายจะเกิดสงครามศาสนาขึ้น แต่ในที่สุดฝ่ายสาธารณสุขก็ยอมถอย ก็เลิกใช้คำนั้นไปสงครามก็สงบได้ วิกฤตตรงนั้นทำให้ผมกลัวว่าคำๆ เดียวยังเถียงกันขนาดนั้น แล้วนี่ผมจะตัดสัก ๕ - ๑๐ บท จะไม่ฆ่ากันตายเสียก่อนหรือ แต่ก็เคราะห์ดีที่ไม่เกินเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น
         อย่างไรก็ดี กฎหมายที่มาจากสายประชาชนจะมีกระบวนการที่จะรับฟังความคิดเห็นกันมาอย่างกว้างขวาง และเมื่อประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็จะพบว่าสิ่งที่บ่งบอกมาในร่างกฎหมาย คือ ความในใจ ความอึดอัด และความไม่ชอบมาพากล ซึ่งถ้าเป็นนักร่างกฎหมายอ่านแล้วก็จะได้ความรู้ไม่น้อยทีเดียว แล้วก็สามารถนำมาปรับใช้ได้แต่ว่ากระบวนการเหล่านั้นก็เป็นกระบวนการที่ใช้ระยะเวลายาวนาน และเมื่อประชาชนริอ่านจะเสนอกฎหมายมันจึงไม่ใช่ของง่าย ต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะไปโน้มน้าวจิตใจคนที่เกี่ยวข้องให้เป็นสปอนเซอร์ให้ในการเสนอร่างกฎหมาย หรือยอมให้รับเข้าไปในสภา ในปัจจุบันมีฉบับเดียว กฎหมายเกี่ยวกับป่าชุมชนก็ยังไม่ออกมา แต่นั่นก็จะเป็นเส้นทางใหม่และเวลาใหม่ของตัวเอง เพราะว่าถ้าเป็นกฎหมายที่ประชาชนเป็นคนเสนอ เมื่อไม่มีใครเป็นเจ้าของในสภา การแก้ไขปรับปรุงต่างๆ ก็จะไม่มีคนที่คอยไปทักท้วงหรือท้วงติง ผมก็กำลังรอดูอยู่ว่า ตอนเข้าไปหน้าตาเป็นอย่างหนึ่ง ตอนออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร ก็จะได้เอาไว้เป็นข้อมูลเพื่อศึกษาต่อไปว่า ถ้าประชาชนจะเสนอกฎหมายควรจะมีกระบวนการและขั้นตอนอย่างไร ใน ๓ สายนั้น ๒ สายแรก จะต้องไปผ่านขั้นตอนที่เขียนเจียระไนเอาไว้ในตารางทั้งหมดทุกขั้นตอน เพียงแต่ว่าเร็วบ้างช้าบ้าง
         เมื่อร่างกฎหมายมาถึง สคก. ด้วยกระบวนการทำงานร่างกฎหมายของ สคก. ใช้ระบบคณะกรรมการ ซึ่งก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะว่างานร่างกฎหมายไม่มีใครสามารถร่างได้ด้วยตัวคนเดียว ไม่ว่าจะเก่งกาจสามารถเพียงใดก็ไม่สามารถร่างได้ด้วยตัวคนเดียว เพราะกฎหมายนำไปใช้กับคน ๖๐ กว่าล้านคน มีคนคอยคิดอ่านหาช่องว่างของกฎหมายอย่างน้อยๆ ก็๑๐ ล้านคน เพราะฉะนั้น คนๆ เดียวไม่มีวันที่จะไปคิดอ่านอุดช่องว่างนั้นได้หมด และไม่มีทางที่จะคิดอะไรได้รอบคอบ ๑๐๐% จึงต้องใช้คนหลายคนในการคิด ระบบของ สคก. ได้พัฒนามาจนกระทั่งเราแต่งตั้งคนตามฐานะของคนมากขึ้น โดยไม่ได้แต่งตั้งคนตามคุณความรู้ และการมีเวลาของคน เราแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมาเป็นกรรมการกฤษฎีกา โดยนึกว่าคนที่เป็นปลัดกระทรวงนั้นเขาจะรอบรู้งาน รู้กฎหมายในกระทรวงของเขา ซึ่งก็คงจะจริงบางส่วน แต่คนอย่างนั้นไม่มีเวลา เพราะฉะนั้น เราก็จะเสียคนไปถ้าเราแต่งตั้ง ๒๐ กระทรวง ก็จะเสียไป ๒๐ คน ที่ไม่ได้มาประชุม เพราะคนเหล่านั้นไม่สามารถมาประชุมได้ ต่อให้ได้เบี้ยประชุมเท่าไหร่เขาก็ไม่มาเพราะเขาไม่มีเวลามา เราเริ่มแต่งตั้งอาจารย์ที่สอนกฎหมายให้เข้ามา ซึ่งก็ดีเพราะจะได้มีแนวคิดอะไรแปลกๆ ไปสอนหนังสือมาเจอหรือค้นคว้าอะไรมาก็จะได้เอามาใส่ให้ คนเหล่านี้จะมีเวลาครึ่งหนึ่งไม่มีเวลาครึ่งหนึ่ง เราแต่งตั้งคนเกษียณอายุ ก็นึกว่าคนเกษียณอายุจะว่าง เพราะไม่มีอะไรทำแล้ว แต่เดี๋ยวนี้คนอายุ ๖๐ ปียังนึกว่าเขาไม่แก่เท่าไหร่ งานการก็ยังพอมี ที่สำคัญสมัยก่อนธุระของคน คือ ธุระของตัวเอง เพราะฉะนั้น เมื่อมีเหตุจำเป็นจะต้องไปไหนมาไหนนอกตารางก็ไปบอกเลิกเขาได้แล้วก็ไปได้ จำเป็นต้องมาประชุมก็มา แต่พอเกษียณอายุแล้วธุระครึ่งหนึ่งเป็นของตัว อีกครึ่งหนึ่งเป็นของลูกหลาน ซึ่งถ้าเป็นธุระของลูกโดยเฉพาะถ้าเป็นของหลานนั้นบอกเลิกไม่ได้ ถึงเวลามันต้องไป ก็ทำท่าจะไม่มีเวลาเอาเหมือนกัน ก็อย่าไปหวังว่าคนเกษียณอายุแล้วจะมีเวลาเต็มที่ไม่ได้ ด้วยโครงสร้างของ สคก. อย่างนี้เราก็จะไปหวังว่าท่านจะทำงานเต็มเวลานั้นคงยาก
         งานร่างกฎหมายเป็นงานที่ต้องใช้สมอง ประชุมกันนานๆ ก็ไม่ได้ พอไปสักเกิน ๒ ชั่วโมงครึ่งก็ชักจะเริ่มคิดไม่ออกแล้ว ต้องให้หยุดแล้ว ถ้าความจำยังดีอยู่ให้หยุดสักชั่วโมงก็เริ่มประชุมใหม่ได้แล้ว แต่ถ้าให้ประชุมต่อไปก็ประชุมไม่ได้ เพราะมันนั่งประชุมตลอดไม่เหมือนประชุมสภาผู้แทนราษฎรหรือประชุมวุฒิสภาที่นั่ง ๕ นาทีแล้วออกไปพัก ๓ ชั่วโมง แล้วก็กลับมาประชุมใหม่ ๕ นาที เพราะฉะนั้น ด้วยกระบวนการตรงนี้เราก็หวังให้เร็วไม่ได้
         นอกจากนี้ การร่างกฎหมายมันเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การถกเถียงซึ่งกันและกัน บางทีก็ต้องนั่งเถียงกันบางเรื่องซึ่งคนภายนอกมาเห็นก็คิดว่าจะเถียงกันทำไมกับคำๆ เดียว แต่คำๆ เดียวนั่นอาจจะเป็นเรื่องคอขาดบาดตายของกฎหมายก็ได้ มันก็ต้องเถียงกันไปจนกว่าจะสิ้นสุด กระบวนการก็เอาเร็วมากไม่ได้ ที่สำคัญ คือ ในเวลาร่างกฎหมาย ถ้าฝ่ายเจ้าหน้าที่ประจำเชี่ยวชาญจริงๆ สามารถร่างได้เดี๋ยวนั้น มันก็จะสามารถทำได้เลยเพราะความคิดก็เป็นของกรรมการ เทคนิคก็เป็นของเจ้าหน้าที่ แต่ สคก. ก็ประสบปัญหาเหมือนกับหน่วยงานอื่นๆ คือ คนออกไปเร็วมากเกินไปจนคนที่ขึ้นมาใหม่ก็ขาดพื้นฐานที่แน่นพอก็ไม่สามารถจะร่างกฎหมายได้เดี๋ยวนั้น เมื่อไม่สามารถจะร่างเดี๋ยวนั้นก็เอากลับไป คราวหน้าก็มาใหม่ กรรมการท่านก็ลืมซะแล้วเพราะท่านก็ไม่ใช่อายุน้อยๆ ก็กลับมาเถียงกันใหม่ ก็จะวนเวียนช้า
         ทางที่ง่ายที่สุดก็ คือ ต้องพัฒนาเจ้าหน้าที่ที่จะร่างกฎหมายได้เดี๋ยวนั้นอย่างที่ผมต้องไปเรียนรู้แล้วก็ต้องทำด้วยตัวเอง เพราะผมไม่ไว้ใจความจำของตัวเองซะแล้ว กระบวนการในการทำงานของ สคก. ต่อไปก็อาจจะต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิดความรวดเร็วมากขึ้น ขั้นตอนที่เป็นฝ่ายการเมืองเดี๋ยวนี้ฝ่ายการเมืองเขาก็มีคณะกรรมการประสานงานคอยดูอีกชั้นหนึ่ง ดูไปดูมาก็เป็นขั้นตอนอีกขั้นตอนหนึ่งซึ่งอาจจะยืดยาวพอสมควรและที่ยืดยาวนั้นเพราะเขาไปดูรายละเอียดเรื่องถ้อยคำ คนไม่เชี่ยวชาญทางเทคนิคแล้วไปสงสัยเรื่องถ้อยคำมันก็สงสัยวันยังค่ำ แก้ไปแก้มาก็เละกันพอดี หรือบางทีก็ไปเรียกเจ้าหน้าที่มาแก้ เจ้าหน้าที่เขาอยากเอาใจก็แก้ไขให้ เมื่อไปถึงสภา คราวนี้ไม่มีลิมิตการทำงานสภาผู้แทนไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ว่าจะต้องพิจารณากฎหมายให้แล้วเสร็จภายในกี่วัน เมื่อเสร็จแล้วส่งไปวุฒิสภา แม้ว่าจะมีกำหนดกฎเกณฑ์ว่าให้เสร็จภายใน ๓๐ วันหรือ ๖๐ วัน สุดแต่ว่าเป็นกฎหมายอะไร แต่ก็ต่อเวลาได้และก็ต่อทุกฉบับ ยังไม่นับรวมถึงนอกสมัยประชุม และเมื่อแก้แล้วกลับมาสภาผู้แทนราษฎร ถ้าสภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นด้วยต้องไปตั้งกรรมาธิการร่วม คราวนี้ก็ไปไม่เห็นฝั่งเลยเพราะไม่มีเวลาอีกแล้ว เพราะฉะนั้น ระยะเวลาเหล่านี้บวกกันเข้าก็ใช้เวลาเป็นปี
         ที่สำคัญเราน่าจะช่วยกันคิดว่า เราควรจะยอมรับกันหรือไม่ว่า งานเขียนกฎหมาย งานร่างกฎหมายเป็นเทคนิค มันเหมือนกับงานออกแบบโครงสร้างบ้านและงานตกแต่งภายในของวิศวกรและสถาปนิก จริงอยู่บ้านนั้นทุกคนมีสิทธิจะวาดได้ว่าบ้านหน้าตาคร่าวๆ ควรจะเป็นอย่างไร แต่ถึงเวลาที่จะออกแบบบ้านกับตกแต่งบ้านนั้น เราไม่มีทางทำได้ดีเท่ากับวิศวกรหรือสถาปนิก กฎหมายก็เหมือนกันอยากให้มีกฎหมายเรื่องอะไร ทำนองไหนทุกคนคิดได้ แต่จะเขียนให้มันออกมาเป็นทำนองนั้น เป็นเรื่องนั้น และถูกต้องด้วยหลักนิติธรรม ไม่ขัดกับกฎหมายอื่น เป็นถ้อยคำที่กะทัดรัด เป็นเรื่องทางเทคนิคที่คนธรรมดาทำไม่ได้ หรือทำได้ก็สู้นักเทคนิคไม่ได้ เราพูดกันว่า กฎหมายต้องใช้ภาษาที่เรียบง่ายที่คนธรรมดาอ่านแล้วเข้าใจ มันไม่ได้แปลว่านักเขียนหรือนักแต่งนิยายจะสามารถเขียนกฎหมายได้เพราะเขาเก่งในเชิงภาษา ไม่ใช่ แต่เพราะภาษากฎหมายก็มีภาษาของตัวเอง ไม่สามารถบรรยายดิน น้ำ ลม ไฟได้อย่างนวนิยาย ที่ผ่านมาเราจะพบว่าทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเป็นไปนานๆ เข้าก็จะเกิดรู้สึกว่าอะไรที่ฉันเขียนลงไปในร่างกฎหมายนั้น เวลาออกมาก็ใช้ได้ทุกที เพราะฉะนั้น ฉันก็น่าจะเป็นนักร่างกฎหมายที่ดีได้ ความจริงไม่ใช่ เขาเป็นนักออกกฎหมายไม่ใช่นักร่างกฎหมายที่ออกมาได้เพราะมีอำนาจรัฐธรรมนูญบังคับ เมื่อเขียนออกมาบังคับมันก็บังคับ แต่บังคับแล้วจะเกิดความยุ่งยาก จะเกิดความเดือดร้อน จะเกิดความสาหัสในการปฏิบัติหน้าที่อย่างไร หรือในที่สุดในบางครั้งบางคราวไปขัดกันยังขัดรัฐธรรมนูญ หรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
         ถามว่าในปัจจุบันทำอย่างไร เขาก็เรียกเจ้าหน้าที่ สคก. ไป ใหม่ๆ เขาก็เชื่อฟังดีนานๆ เข้าเขาก็ว่าอย่ามายุ่งเด็กๆ ทั้งนั้น ก็เลยเถียงกันเอง ในที่สุดก็เขียนได้แต่ว่าก็เสี่ยงหน่อย แต่ว่าคนที่เขียนร่างกฎหมายมาเป็นอาชีพเป็นนักเทคนิคในทางร่างกฎหมายกับคนที่ไม่ได้เป็นนักร่างกฎหมายมาโดยอาชีพถึงจะอ่านกฎหมายมาเยอะใช้เวลาในการเขียนต่างกันเยอะ ความระแวดระวังไม่ให้ขัดแย้ง ไม่ให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ให้ขัดต่อกฎหมายนั้นกฎหมายนี้ หรือความสอดคล้องกันในตัวกฎหมายเดียวกันก็มีแตกต่างกัน
         ในออสเตรเลียเขากำหนดเป็นเรื่องตายตัวว่า คนที่ไม่ได้เป็นนักเทคนิคทางกฎหมายอย่าเขียนกฎหมาย กระทรวง ทบวง กรมใดต้องการกฎหมาย บอกมาว่าจะเอากฎหมายเรื่องใด มีรายละเอียด มีสาระสำคัญอย่างไร แล้วนักร่างกฎหมายเขาไปทำให้มันเป็นรูปเป็นร่างได้ภายใน ๑๕ วัน ๓๐ วันส่งกลับคืนมาให้ เมื่อร่างกฎหมายไปถึงสภา สภาก็มีสิทธิมีอำนาจที่จะรับหลักการ ไม่รับหลักการหรือจะปรับปรุงหลักการอย่างไรก็ได้ แต่ไปแก้ไม่ได้ บอกมาว่าอันไหนไม่ดี ไม่อยากได้ อยากได้อย่างไรบอก แล้วเจ้าหน้าที่ฝ่ายร่างกฎหมายเขาจะไปเขียนมาให้ แล้วมาดูว่าใช่หรือไม่ ถ้าไม่ใช่เขาก็จะเขียนมาให้ใหม่จนบอกว่านี่ใช่แล้วก็ OK มันก็เร็วขึ้นไม่ต้องมานั่งเถียงกันว่านี่มันจะเป็น “และ” หรือ “หรือ” หรือ แปลว่า “และ” หรือไม่ หรือ “และ” แปลว่า “หรือ” หรือไม่ เถียงกันอย่างไรก็ไม่ได้เรื่อง ก็ให้คนที่เขาเก่งคนที่เขาชำนาญเขียนให้ไม่ดีกว่าหรือ
         ถ้าเราสามารถทำอย่างนั้นได้ปัญหาของฝ่ายนิติบัญญัติที่จะตรากฎหมายไม่ให้ขัดแย้งกัน ไม่ให้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็อาจจะเบาบางลง อย่างน้อยเวลาเกิดติดขัดขึ้นมาก็โทษเจ้าหน้าที่เทคนิคได้ ไม่ต้องไปแบกรับเอาไว้อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สภาอาจจะรู้สึกว่าถ้าทำอย่างนั้นงานจะน้อยไปหรือเปล่า จะเป็นการมัดมือชกหรือเปล่า ความจริงไม่ เพราะอำนาจสิทธิขาดยังอยู่ที่สมาชิกสภาที่จะบอกว่านั่นใช่หรือไม่ใช่ ก็เหมือนกับเรากินข้าวไม่จำเป็นที่เราจะต้องไปหั่นผักเองตั้งแต่แรก ถ้าอยากจะทำก็ให้แม่ครัวเขาหั่นให้เตรียมให้แล้วเราก็ไปผัดๆ ย่างๆ ปิ้งๆ หรือถ้าอยากวางตัวเป็นเจ้านายก็นั่งแล้วคอยติว่านั่นอร่อย ไม่อร่อย คนที่มีหน้าที่เขาก็ทำไป ซึ่งกระบวนการนี้คงไม่ใช่ทำได้ง่าย แต่คิดว่าค่อยๆ คิดกันไป ค่อยๆ เล็งเห็นความสำคัญกันไปบางทีวันหนึ่งจะสำเร็จได้ แต่การจะทำอย่างนั้นได้ก็ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ ปุ๊บปั๊บแล้วตัดสินใจเอาว่าทำ จะทำได้ก็ไม่ใช่ เพราะเราจะต้องหาเจ้าหน้าที่ที่เป็นวิศวกรหรือสถาปนิก ในทางกฎหมายเอาไว้ให้พร้อม และมีหลายๆ หน่วยก็ไม่ได้ เพราะถ้าขืนมีหลายๆ หน่วยมันก็จะมีแบบมีวิธีการคิดที่แตกต่างกัน แล้วในที่สุดกฎหมายก็จะกลายเป็นอะไรที่มีหลายรูปแบบ สคก. เองคงจะต้องเป็นคนรับภาระนี้และจะต้องพัฒนาตัวเองให้พร้อมที่จะรับงานนี้ได้ ซึ่งก็คิดว่าไม่ยากเพราะทุกวันนี้ เจ้าหน้าที่ สคก. ก็หัวไม่วางหางไม่เว้น เพราะต้องวิ่งไปสภาในทุกคณะกรรมาธิการที่พิจารณากฎหมายไปจนกระทั่งต้องส่งเด็กๆ ไปกันแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าพัฒนาตัวเจ้าหน้าที่ขึ้นให้เพียงพอ ขยายงานส่วนนี้ออกไปก็จะไปสามารถรับใช้ฝ่ายนิติบัญญัติได้
         อีกด้านหนึ่งที่เป็นอุปสรรค คือ ด้านร่างกฎหมายที่มาจากราชการประจำ ใครที่มาจากกระทรวง ทบวง กรม ก็จะรู้ว่า เวลาที่เจ้านายใช้ให้ร่างกฎหมายมันเป็นปัญหามากมายขนาดไหน และในที่สุดก็หนีไม่พ้นที่ต้องไปตั้งคณะกรรรมการมาเพื่อร่างกฎหมาย งานยกร่างกฎหมายจะใช้คณะกรรมการไม่ได้ ไม่เหมือนงานพิจารณาร่างกฎหมาย งานร่างกฎหมายต้องทำด้วยตัวคนเดียว หากจะมีอีก ๒ - ๓ คน ๒ - ๓ คนนั้นก็นั่งรอ คนแรกก็ไปร่างมาก่อนซึ่งจะได้ ๕๐% คนที่ ๒ ก็จะมาเติมได้ ๗๐% คนที่ ๓ เติมเป็น ๑๐๐% เพราะคนแรกที่ร่างกว่าจะร่างจนจบบทนั้นอ่านมาหลายเที่ยว อ่านไปอ่านมาชินมองไม่เห็นความผิดพลาด มองไม่เห็นความตกหล่น เพราะถ้าเริ่มอ่านบรรทัดแรกก็จำได้ว่าบรรทัดที่ ๒ - ๓ เป็นอย่างไรก็เลิกอ่านแล้ว หาไม่เจอแล้ว คนที่ ๒ มาอ่านถึงจะเจอ คนที่ ๓ ก็จะเติมเต็ม แต่ถ้าใช้คณะกรรมการร่างนั้นใช้ระยะเวลายาวนาน ไม่เหมือนการพิจารณาร่างกฎหมาย ซึ่งใช้คณะกรรมการเพราะมีร่างให้ดูแล้วต่างคนต่างดูร่างเดียวกัน แต่ว่าขีดความสามารถของนิติกรในกระทรวงก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะยกร่างกฎหมายได้ เพราะไม่มีพื้นฐานความรู้
         สคก. พยายามจะเปิดหลักสูตรกฎหมายมหาชนพร้อมทั้งสอดแทรกเรื่องการร่างกฎหมายลงไป ถ้าเราอบรมเพียงแค่ ๓ ชั่วโมง ๖ ชั่วโมงแล้วเป็นนักร่างกฎหมายได้ สคก. คงจะมีคนล้นงานไปแล้ว แต่มันไม่ได้ต้องใช้เวลา ๕ - ๖ ปีกว่าถึงจะเริ่มเขียนกฎหมายได้เป็นภาษากฎหมายได้ดังใจ เพราะฉะนั้น อบรมไปก็ทำไม่ได้ และต้องไปตั้งคณะกรรมการอย่างกระทรวงมหาดไทยทำ เราก็จะพบว่างานก็ล้น ต้องตั้งเป็นคณะที่ ๑ คณะที่ ๒ ทำนอง สคก. กว่าจะผ่านมหาดไทยมาได้เป็นปีเหมือนกัน เมื่อร่างกฎหมายมาเสร็จแล้วก็ใช่ว่าจะใช้ได้ มาถึง สคก. ก็ต้องรื้อหมด แล้วไปเสียเวลาตรงนั้นทำไม เหตุที่ต้องทำอย่างนั้นก็เพราะว่าเวลาจะเสนอไปยังคณะรัฐมนตรีต้องมีร่างกฎหมายไปให้คณะรัฐมนตรีดู คณะรัฐมนตรีจะได้รู้ว่าหน้าตากฎหมายเป็นอย่างไร บังเอิญผมก็โชคร้ายเคยไปอยู่ในคณะรัฐมนตรีเป็น ๑๐ ปี ก็รู้ว่าคนที่อ่านร่างกฎหมายที่เสนอไปยังคณะรัฐมนตรีมีไม่กี่คน ที่เขาอยากรู้ คือ อยากรู้ว่า ที่จะมีกฎหมายขึ้นมาฉบับหนึ่งนั้น จะว่าด้วยเรื่องอะไร จะเกิดประโยชน์อะไร จะได้ผลงานอะไร มากกว่าที่จะอยากรู้ว่ามีมาตราว่าด้วยการแต่งตั้งกรรมการเพิ่มหรือไม่ ใครเป็นประธานกรรมการ กรรมการได้เบี้ยประชุมเท่าไหร่ เรื่องพวกนี้เขาไม่อยากรู้ แต่ว่าเวลาร่างกฎหมายมันก็ต้องมีอยู่ครบถ้วน
         จะเป็นไปได้หรือไม่ ถ้าเวลาที่หน่วยงานทั้งหลายจะมีกฎหมายต้องการมีกฎหมาย ประชุมปรึกษาหารือกันว่าจะมีกฎหมายเพื่ออะไร ในเรื่องอะไร ต้องการสาระสำคัญๆ อย่างไร เป็นข้อๆ แล้วไปบอกคณะรัฐมนตรีว่าอยากมีกฎหมายอย่างนี้ แล้วส่งมาให้ สคก. สคก. ก็ลงมือร่างโดยเอาเจ้าหน้าที่คนที่จะทำงานเรื่องนั้นมานั่งคุยให้ฟังว่าคุณจะทำอะไร ทำอย่างไร เพื่ออะไร แล้ว สคก. ก็เขียนให้ จะใช้เวลาเร็วกว่าหรือไม่ คณะรัฐมนตรีจะดูได้อย่างชัดเจนได้เร็วกว่าหรือไม่ เพราะมีเพียงไม่กี่ข้อก็จะสามารถบอกได้หลักการอย่างนี้ควรเอาหรือไม่เอา เวลานี้ที่เป็นปัญหาพอส่งร่างเข้าไปคณะรัฐมนตรีบอกรับหลักการ ในนั้นมันมีอะไรที่ไม่เข้าท่าก็ตั้งเยอะพอมาถึง สคก. สคก. ก็ตรวจดู แก้ไขบางเรื่องเขาก็บอกว่าไม่ได้ อย่างนี้ไม่ได้ ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่ไม่ยึดติดในอำนาจมากก็ฟังด้วยเหตุด้วยผล หน่วยงานที่ยึดติดในอำนาจมากก็จะยืนยันว่าไม่ได้ เรื่องนี้คณะรัฐมนตรีรับหลักการมาแล้วจะไปแก้ไม่ได้ ก็เป็นเรื่องที่ต้องทะเลาะกัน ถกเถียงกัน พอดีพอร้ายกฎหมายก็ล่าช้า เพราะคณะกรรมการกฤษฎีกาเขาดูถ้าอะไรเหลือบ่ากว่าแรงเขาก็ไม่สามารถจะเขียนให้ได้ ถึงจะยืนยันอย่างไรเขาก็ไม่เขียน หรือเขียนไปอีกทิศทางหนึ่ง แล้วก็ไปแก้กันเอาเอง ใครอยากได้หรือพอดีพอร้ายเขาก็ส่งคืนเลย ทำให้ไม่ได้ ซึ่งก็ยิ่งเสียเวลามากขึ้นไปอีก
         การจะทำอย่างนี้ได้ สคก. ต้องพร้อมอีกเช่นเดียวกัน ก็ต้องมีคนมากขึ้น ถามว่า สคก. พร้อมที่จะหาคนมาเพิ่มเพื่อที่จะฝึกคนเหล่านี้ขึ้นไปเพื่อทำหน้าที่ ๒ ขา ขาหนึ่งทำหน้าที่ให้กับกระทรวง ทบวง กรม ขาหนึ่งทำหน้าที่ให้กับสภาได้หรือไม่ ผมคิดว่าขาที่ทำให้กับสภานั้น ทุกวันนี้ทำอยู่แล้วอย่างไม่เป็นทางการ แต่ก็ด้วยความลำบากยากเข็ญเพราะต้องวิ่งลอก วิ่งไปวิ่งมากำลังประชุมอยู่เลขานุการบอกว่าผมต้องไปสภาแล้ว ก็ไม่เป็นไรก็ยังพอได้ แต่เท่าที่ทำให้กับกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งต้องการคนที่เก่งพอสมควรเกือบจะเรียกว่า คนจะมาทำตรงนี้ได้ต้องทำหน้าที่เลขานุการให้กรรมการฯ มาแล้วอย่างน้อยสัก ๔ - ๕ ปี เพราะคนที่เขียนร่างคนแรกยากกว่าการพิจารณา คอยติติงว่าอันนั้นดีอันนี้ไม่ดี อันนี้ผิดอันนี้ไม่ผิด เพราะมันต้องคิดเองทั้งหมด นอกจากเชิงความรู้ในงานร่างกฎหมายแล้วยังต้องการความรู้แบบเป็ดในเรื่องทั่วๆ ไปเพราะจะต้องไปร่างกฎหมายว่าด้วยเรื่องนั้นๆ ที่บางทีเราไม่เคยได้ยินมาเลยด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร เช่น ผมต้องตรวจพิจารณากฎหมายว่าด้วยแสงซินโครตรอน เกิดมาในชีวิตยังไม่เคยได้ยินหน้าตาเป็นอย่างไรไม่รู้ด้วยซ้ำ เขาเขียนนิยามมาให้ว่า แสงซินโครตรอนคือแสงที่ผลิตได้จากเครื่องกำเนิดซินโครตรอน ตกลงก็ยิ่งไม่รู้ใหญ่ว่ามันคืออะไร เพราะหน้าตาเครื่องกำเนิดซินโครตรอนเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ก็ต้องทำความเข้าใจอยู่สักเดือนได้ถึงจะเข้าใจ เพราะฉะนั้น คนที่จะร่างกฎหมายเป็นครั้งแรกต้องมีความรู้สูงกว่า ซึ่งตรงนี้ต้องใช้เวลาในการสร้าง
         ถามว่าด้วยกลไกและระบบราชการในปัจจุบันสร้างคนเหล่านี้ได้หรือไม่ ตอบว่าสร้างไม่ได้ อย่างน้อยที่สุดในช่วง ๔ - ๕ ปีนี้สร้างไม่ได้ เพราะคนที่เก่งแล้วสร้างขึ้นมา ๓ ปี เขาก็ไปเป็นตุลาการ ไม่เป็นศาลก็ไปเป็นอัยการ เพราะโดยตำแหน่งและเงินเดือนมันเอื้อมากกว่า สบายกว่า กว่าจะรู้ว่าตกระกำลำบากก็ ๑๐ ปีไปแล้ว ถอนตัวไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น ถ้ากลไกระบบราชการเป็นอยู่ปัจจุบัน สคก. ก็สร้างไม่ได้ จะต้องมีระบบที่มีค่าตอบแทนที่แตกต่างไปจากระบบธรรมดาซึ่งจะไปขึ้นเงินเดือนนิติกร สคก. ให้มากกว่าที่อื่นก็ไม่สามารถทำได้ในระบบราชการ
         เดี๋ยวนี้มีองค์กรใหม่เรียกว่า SDU หน่วยบริการพิเศษ สคก. อาจจะต้องคิดตั้งเป็นหน่วยบริการพิเศษรับร่างกฎหมายให้กับกระทรวง ทบวง กรม แล้วเอาเงินมาแบ่งกัน ทุกวันนี้กระทรวงหลายกระทรวงเขาเริ่มใช้วิธีไปจ้างคนข้างนอกไปร่างกฎหมาย เวลาที่ไปจ้างก็ไปจ้างสำนักงานทนายความร่าง ทนายความร่างกฎหมายอะไรได้ ร่างมาก็ไม่ต่างไปเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น ถ้ามาจ้าง SDU ของ สคก. แทนที่จะไปจ่ายเขา ๕ ล้านบาท สคก. อาจจะคิดแค่ ๒ ล้าน แค่นั้นก็รวยแล้ว ก็อาจจะเป็นช่องทางหนึ่งก็ได้ หรืออาจจะต้องสร้างกลไกอย่างที่ ก.พ. กำลังสร้าง เรียกว่า นักกฎหมายภาครัฐ มีจะให้เงินเดือนสูงขึ้นซึ่งมันก็คงเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ผมนึกว่าถ้าให้ค่าตอบแทนที่เพียงพอ แต่ยังมีคนไหลออกเพราะเขาชอบกระบวนการอื่น ถ้าคิดในแง่ดีก็เป็นของดีเพราะแปลว่าคนที่อยู่ สคก. คือคนที่รักงานนี้จริงๆ นอกจากจะมีพรสวรรค์แล้วต้องเป็นคนที่รักมันจึงจะอยู่ได้ด้วยความสุข สนุก ในชีวิตคนเรามันเจอแต่ความทุกข์ ถ้าเราสามารถทำงานได้อย่างมีความสนุกชีวิตมันดีขึ้นไปอีกเป็นกองเลย ถ้าต้องทำงานด้วยความทุกข์ก็เหมือนกับตกนรกทั้งเป็น ถ้าเรามีปัจจัยดึงดูดเพียงพอไม่ต้องเท่าคนที่อยู่ก็จะเป็นคนที่รักและคนที่รักจะมีความเจริญก้าวหน้าได้เร็วกว่าเพราะทำงานด้วยใจรัก อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าดีดนิ้วแล้วก็จะทำงานได้สำเร็จเพราะมันต้องการเวลาในการฝึกฝน
         ถามว่า สคก. ทำงานอย่างไร อุปสรรคอย่างหนึ่งก็คือ มีความมากมายมหาศาลของงาน ทำงานหัวไม่วางหางไม่เว้น คนบางกลุ่มใน สคก. เขาไม่รู้จักวันเสาร์ - อาทิตย์ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ๑๖.๓๐ น. เป็นเวลาเลิกงานแล้ว เพราะไม่ค่อยได้เลิก การที่ต้องใช้เวลาในการทำงานมากก็เพราะ เราไม่มีต้นแบบทั้งที่สมควรมีได้ตั้งนานแล้ว ไม่มีคู่มือเป็นพื้นฐานให้เวลาทำงานจริง สคก. ควรจะสะสมต้นแบบของกฎหมายมาได้ครบแล้ว ในต่างประเทศมีฟอร์มไว้เลย มาถึงก็กรอกส่วนที่แตกต่างเท่านั้น ซึ่งเราคงจะทำไม่ได้ แต่เราควรจะมีต้นแบบตั้งแต่มาตรา ๑ ถึงมาตราสุดท้ายที่เป็นมาตราหลัก มีกี่แบบก็ทำเป็นตัวร่างไว้ให้แล้วมันจะเป็นคู่มือ นอกจากของเราเองก็จะเป็นคู่มือของกระทรวง ทบวง กรม ที่จะช่วยเขาได้ตราบเท่าที่เขายังไม่มาให้เราร่าง ด้วยกลไกอย่างนี้บางทีก็จะช่วยแก้ปัญหาความล่าช้าในปัจจุบันให้บรรเทาลงได้บ้างก่อนที่จะไปถึงจุดที่เป็น ideal จริงๆ
         เรื่องสุดท้ายคือทัศนคติที่มีต่อกฎหมาย ณ ปัจจุบันนี้ กฎหมายที่ออกมาเป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหารยังมุ่งในลักษณะเดิมคือลักษณะที่ว่าส่วนราชการเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ เพราะฉะนั้น จำเป็นต้องมีเครื่องมือที่ทรงอำนาจ ทัศนคติอย่างนี้ทำให้จำเป็นต้องมีกฎหมายที่เอื้อเป็นเครื่องมือของส่วนราชการมากขึ้นๆ ทัศนคติที่ว่ากฎหมายเป็นอันตรายยังกระจายไปไม่ทั่วถึง กฎหมายทุกชนิดเป็นอันตรายต่อคนทั้งสิ้น เพราะอย่างน้อยที่สุดมันก็มาบังคับเราให้ทำอย่างนั้นไม่ทำอย่างนี้ ณ วันนี้คณะรัฐมนตรีมีมติแล้วว่าก่อนจะออกกฎหมายต้องตรวจ check list ตอบคำถามเหล่านั้นให้ได้ว่าจำเป็นจริงๆ แต่ถามว่าได้ใช้กันรึยัง ตอบว่ายังไม่ได้ใช้อย่างจริงจัง ต่อไปคงได้ใช้ เพราะว่าตอนนี้กำลังเขียนระเบียบว่าด้วยการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งในนั้นกำหนดตายตัวว่าถ้าใครเสนอกฎหมายเข้าไปจะต้องมีคำตอบจาก check list เหล่านั้นครบถ้วนแล้ว ถ้าทำ check list นี้ได้กฎหมายก็จะถูกสกัดไปได้บางส่วน แต่ทัศนคติที่มีต่อการทำงานทำหน้าที่ก็จำเป็นต้องค่อยๆ เปลี่ยนเมื่อมีการปฏิรูประบบราชการเป็นว่าราชการต้องทำงานเพื่อบริการประชาชน
         ทัศนคติในเรื่องอำนาจก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป เพราะเมื่อมีหน้าที่เพื่อบริการประชาชนคุณก็ทำเหมือนบริษัทร้านค้าก็ทำ หาลูกค้าแล้วบริการลูกค้า ไม่เห็นต้องมีกฎหมายที่ไหนต้องออกไปบังคับคน นอกจากเป็นเรื่องจำเป็นจริงๆ ถ้าเริ่มเปลี่ยนทัศนคติอย่างนั้น กฎหมายก็จะน้อยลงและเป็นอันตรายน้อยลงด้วย เรามีกฎหมายทุกเรื่องที่บังคับให้ประชาชนทำอะไร แล้วก็มีบทบัญญัติว่าให้อำนาจหน้าที่เข้าไปตรวจสอบเข้าไปสอบถามในเรื่องเอกสารต่างๆ และบัญญัติว่าผู้ใดขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวกให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ต้องระวางโทษมีมาโดยตลอด นอกจากนี้กฎหมายเดียวกันนั้นยังบังคับราษฎรว่า คุณจะทำอย่างนั้นต้องมาแจ้ง แล้วเคยมีหรือไม่ว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องอำนวยความสะดวกเวลาที่เขามาขออนุญาตหรือมาแจ้ง ไม่เคยมี ยังไม่ต้องฝันไปถึงว่าจะมีบทบัญญัติว่าเจ้าหน้าที่ผู้ใดไม่อำนวยความสะดวกแล้วต้องลงโทษ ถ้าทัศนคติเปลี่ยนไปเริ่มชั่งน้ำหนักบางทีกฎหมายก็จะน้อยลง ผมเริ่มทดลองไปฉบับหนึ่งเมื่อ ๒ - ๓ วันนี้ พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เราไปบังคับให้ผู้ที่ประกอบธุรกิจท่องเที่ยวต้องมาขออนุญาต บังคับให้มัคคุเทศก์ต้องมาแจ้งจดทะเบียน ผมก็ใส่ลงไปว่าถ้าเขามาขออนุญาตแล้วไม่มีเหตุ แล้วไม่อนุญาตก็ดี ไม่อำนวยความสะดวกในการเข้ามาอนุญาตมาจดทะเบียนก็ดี ให้มีโทษ ก็ไม่รู้ว่าไปถึงสภาเขาจะยอมผ่านหรือไม่ แต่ก็จะได้ดูใจว่าสภาเขาทำหน้าที่อะไร เพราะบางทีสภานั้นผลัดกันมาเป็นรัฐบาลกันนานๆ มันก็ติดยึดในความเป็นผู้มีอำนาจในรัฐบาลจนลืมงานฐานะความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นตัวแทนของราษฎรไปก็ได้ ก็กำลังรอดูอยู่ว่าผลจะเป็นอย่างไร
         อีกเรื่องหนึ่งก็คือคนเขียนกฎหมายทั้งหลาย คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ เราจะพบว่าในสังคมไทยปัจจุบันที่เกิดปัญหายุ่งยากมาก เดือดร้อนกันทั่วไปนั้นเพราะคนมักใช้อำนาจโดยไม่ได้นึกถึงหน้าที่ ไปฟังดูเถอะทุกครั้งที่เขาบอกว่าผมมีอำนาจ ผมทำอย่างนี้ให้เพราะผมมีอำนาจ ไม่เคยบอกว่าแล้วผมมีหน้าที่อะไร ซึ่งจริงๆ ก็เป็นค่าถัวเฉลี่ยของคนไทยอยู่แล้วที่นึกถึงแต่สิทธิไม่ได้นึกถึงหน้าที่ เพราะฉะนั้น เจ้าหน้าที่ก็นึกอย่างนี้ ความจริงที่เขาให้อำนาจ เพราะเขาบอกว่าคุณมีหน้าที่ ในการไปทำหน้าที่เมื่อเดือดร้อนก็ให้ใช้อำนาจ ไม่ใช่ให้คุณมีอำนาจเฉยๆ คุณจะมีอำนาจต่อเมื่อคุณทำหน้าที่ เมื่อวานจึงขอแก้แบบของ สคก. เขียนอย่างนี้ได้หรือไม่ว่า ให้มีหน้าที่และจึงมีอำนาจดังต่อไปนี้ คือหน้าที่มาก่อน ถ้าเมื่อไหร่คุณไม่ทำหน้าที่อำนาจคุณก็ไม่มี เพื่อให้เปลี่ยนทัศนคติว่า ทุกวันนี้พอให้อำนาจแล้วก็จะติดยึดอยู่ตลอดเวลาว่าอำนาจนั้นติดตัวเราไป ความจริงไม่ใช่

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ ๑ ในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ ณ โรงแรมรอยัล ซิตี้ กรุงเทพมหานคร

กระบวนการบังคับคดี

กระบวนการบังคับคดี EXECUTION PROCEEDING

        เมื่อศาลมีคำพิพากษาและได้ส่งคำบังคับให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์จะต้องดำเนินการออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลย โดยเมื่อหมายบังคับคดีถูกส่งไปยังกรมบังคับคดี โจทก์มีหน้าที่จะต้องไปตั้งเรื่องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี กรมบังคับคดีแบ่งเป็น การยึดและการอายัด
        - การยึด ได้แก่ ยึดที่ดิน, บ้าน, อาคาร, รถยนต์, หุ้น, สังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
        - การอายัด ได้แก่ อายัดเงินฝากธนาคาร, เงินเดือน (กรณีเอกชน, รัฐวิสาหกิจ) สิทธิเรียกร้องจากบุคคลภายนอก

หลักฐานที่ต้องยื่นต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในการตั้งเรื่อง
        1. หนังสือมอบอำนาจยึดทรัพย์ (ใช้แบบฟอร์มของกรมบังคับคดี)
        2. บัตรประชาชน, หนังสือรับรองบริษัทของผู้มอบอำนาจและผู้รับมอบอำนาจ (กรณีโจทก์เป็นบริษัท)
        3. หลักฐานแสดงสถานะของจำเลย, หนังสือรับรองบริษัท, หนังสือทะเบียนราษฎร
        4. หลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ของจำเลย เช่น โฉนดที่ดิน, สัญญาซื้อขาย, สัญญาจำนอง, หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด, ทะเบียนบ้าน, คู่มือการจดทะเบียนรถยนต์, ใบหุ้น และอื่น ๆ
        5. กรณีอายัดเงินฝากธนาคาร เช่น เลขบัญชีธนาคาร, ประเภทบัญชี, ชื่อธนาคาร, อายัดเงินเดือน เช่น ชื่อสถานที่ทำงาน, อัตราเงินเดือน, จำนวนเงินที่ขออายัด, อายัดสิทธิเรียกร้อง เช่น สัญญาเช่า, สิทธิการเช่า, สิทธิเก็บกิน, ค่าชดเชย, ค่าทดแทนโดยการขออายัดจะต้องมีข้อมูลและเอกสารเพียงพอที่จะให้เจ้าพนักงานบังคับคดีออกหมายให้ถูกต้องครบถ้วน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะต้องสืบหาให้พร้อมเสียก่อนจึงจะดำเนินการได้
        6. ค่าธรรมเนียมการยึดและการอายัด อย่างละ 600 บาท
        7. ระยะเวลาการยึดเมื่อตั้งเรื่องในวันใด และมีหลักฐานครบถ้วน ในวันรุ่งขึ้นสามารถนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ได้ทันที
        8. ระยะเวลาการอายัดจะใช้เวลาในการพิมพ์หมายอายัด 2 วันทำการ รวมทั้งการตรวจสอบหลักฐานด้วย เมื่อหมายอายัดพิมพ์เสร็จโจทก์สามารถนำส่งได้เอง หรือจะให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำส่งบุคคลภายนอกก็ได้

การยึดทรัพย์อสังหาริมทรัพย์
        โจทก์จะนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สินของจำเลยงงงในกรณีที่เป็นอสังหาริมทรัพย์งง โดยจะต้องส่งหลักฐานเพิ่มเติมในวันยึด คือ
        1. สำเนาทะเบียนบ้านของจำเลย หรือหนังสือรับรองนิติบุคคล ซึ่งจะต้องรับรองไว้ไม่เกิน 1 เดือน
        2. แผนที่การเดินทางไปยังที่ตั้งของทรัพย์ที่ยึด
        3. ภาพถ่ายปัจจุบันของทรัพย์ที่ยึด
        4. ราคาประเมินที่ดิน, ห้องชุด ที่เจ้าพนักงานรับรอง
        5. ค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาด 2,000 บาท
        6. รายชื่อเจ้าของที่ดินข้างเดียว 4 ทิศ ในกรณีทรัพย์สินอยู่ในเขตอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีกรุงเทพมหานคร การยึดทรัพย์ใช้เวลา 1 วันทำการ
        แต่ถ้าทรัพย์สินอยู่ในเขตต่างจังหวัดจะต้องให้เจ้าพนักงานบังคับคดีออกหนังสือบังคับคดีแทนไปยังเขตอำนาจของเจ้าพนักงานบังคับคดีในจังหวัดนั้น ๆ โดยจะต้องไม่ตั้งเรื่องใหม่ เสียค่าธรรมเนียม 600 บาท แล้วจึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์สิน

กระบวนการหลังจากยึดอสังหาริมทรัพย์
        1. เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสืออายัดไปยังสำนักงานที่ดิน
        2. ส่งหมายแจ้งจำเลย
        3. ส่งหมายสอบถามราคาประเมินไปยังสำนักงานประเมินทรัพย์สินกลาง
        4. ส่งหมายแจ้งผู้รับจำนองเพื่อให้ส่งโฉนดมาใช้ในการขายทอดตลาด
        5. ขออนุญาตศาลเพื่อขายทอดตลาด
        6. พิมพ์หมายประกาศขายทอดตลาด
        7. ขายทอดตลาด
        ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน

การขายทอดตลาดทรัพย์สิน
        ในการขายทอดตลาดทรัพย์สิน เจ้าพนักงานบังคับคดีจะส่งหมายแจ้งให้โจทก์, จำเลย, ผู้รับจำนอง ได้ทราบรายละเอียดของทรัพย์สินที่จะขายในวันขายทอดตลาด นอกจากนี้ยังแจ้งสมาชิกวารสารการขายทอดตลาดให้ทราบด้วย แต่ก็ยังอยู่ในวงจำกัด หากผู้สนใจยังไม่มีข้อมูลเพียงพอ จะต้องค้นหาเอาเองจากกรมบังคับคดี และจะต้องประกาศโฆษณาเอาเอง รวมถึงเสียค่าใช้จ่ายเองในการลงโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ผู้สนใจเข้ามาประมูลซื้อ เนื่องจากการขายทอดตลาดของกรมบังคับคดีเป็นเพียงกระบวนการจำหน่ายทรัพย์สินตามกฎหมาย ไม่ใช่วิธีการทางการตลาดหรือธุรกิจ
        นอกจากนี้ ทรัพย์สินที่ยึดมาส่วนใหญ่มีภาระติดพัน เช่น มีการจดทะเบียนจำนองและค้างชำระเงินต้นและดอกเบี้ย อีกทั้งผู้เข้าประมูลจะต้องวางเงินมัดจำร้อยละ 25 ของราคาซื้อ และทำสัญญาซื้อขายโดยมีเงื่อนไขในการชำระราคา ส่วนที่เหลือผู้ซื้อจะต้องชำระภายใน 15 วัน นับแต่วันซื้อทรัพย์ ดังนั้นผู้ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดจึงมีจำนวนไม่มากในวันขายทอดตลาด โจทก์จึงต้องหาผู้ซื้อให้ได้ก่อนวันขายทอดตลาด ซึ่งการขายทอดตลาดมีกำหนด 2 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 1 เดือน
        ในกรณีเมื่อถึงกำหนดวันขายทอดตลาดหากไม่มีผู้มาประมูลทรัพย์สิน การขายทอดตลาดจะถูกเลื่อนออกไปขายในครั้งที่ 2 และหากครั้งที่สองยังขายไม่ได้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจะถามความประสงค์ว่าจะดำเนินการขายทอดตลาดต่อไปหรือไม่ หากยังคงประสงค์จะดำเนินการต่อไป ต้องวางเงินค่าธรรมเนียมการขายทอดตลาดจำนวน 2,000 บาท ส่วนวันนัดขายครั้งต่อไปเจ้าพนักงานบังคับคดีจะมีหมายแจ้งให้ทราบในภายหลัง
        หากโจทก์ประสงค์จะระงับการขายไว้ก่อน หรือขอเวลาหาผู้ซื้อ หรือลงโฆษณาทางหนังสือพิมพ์ โจทก์สามารถยื่นคำแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ โดยมีระยะเวลาตั้งแต่ 3-6 เดือนหรือ 1 ปีก็ได้ เมื่อครบกำหนดแล้วให้โจทก์แถลงความประสงค์ใหม่อีกครั้งหนึ่งว่าจะขายทอดตลาดต่อไป หรือจะงดการบังคับคดีไว้ก่อน
        การบังคับคดีโจทก์มีสิทธิที่จะบังคับคดีจำเลยได้ 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ส่วนกระบวนการขายทอดตลาดจะขายหลังจาก 10 ปีก็ไม่เป็นไร เพราะเป็นเพียงวิธีการเท่านั้น อย่างไรก็ตามระยะเวลาอันยาวนานเมื่อจำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นใดอีกต่อไปแล้ว โจทก์อาจจะไม่ต้องการให้มีคดีเป็นภาระต่อโจทก์ จึงยังมีกระบวนการที่จะสามารถดำเนินการได้คือ การถอนการบังคับคดี

การถอนการบังคับคดี
        มาตรา 295 และ 295 ทวิ บัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการบังคับคดีในกรณีต่อไปนี้
        1. ลูกหนี้ตามคำพิพากษาวางเงินหรือหาประกัน
        2. เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสละสิทธิในการบังคับคดี
        3. คำพิพากษาถูกกลับหรือหมายบังคับคดีถูกยกเลิก
        4. เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดี

        1. ลูกหนี้ตามคำพิพากษาวางเงินหรือหาประกัน
        มาตรา 295 (1) เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการบังคับคดี หรือถอนโดยคำสั่งศาลแล้วแต่กรณี เมื่อลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้วางเงินต่อศาลหรือต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี เป็นจำนวนพอชำระหนี้ตามคำพิพากษา พร้อมทั้งค่าฤชาธรรมเนียมแห่งคดีหรือค่าธรรมเนียมในการบังคับคดีหรือหาประกันมาให้จนเป็นที่พอใจของศาล สำหรับจำนวนเงินที่จะต้องชำระ เพราะความมุ่งหมายในการบังคับคดีก็เพื่อบังคับเอาชำระหนี้จากทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อลูกหนี้ตามคำพิพากษานำเงินมาวางจนครบถ้วน หรือหาประกันมาจนเป็นที่พอใจของศาลและเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว การดำเนินการบังคับคดีต่อไปก็หมดความจำเป็น

        2. เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสละสิทธิในการบังคับคดี
        มาตรา 295 (2) เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้แจ้งไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นหนังสือว่าตนสละสิทธิในการบังคับคดี เพราะการบังคับคดีเป็นเรื่องของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หากไม่ประสงค์จะบังคับคดีก็เป็นสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา

        3. คำพิพากษาถูกกลับหรือหมายบังคับคดีถูกยกเลิก
        มาตรา 295 (3) ถ้าคำพิพากษาในระหว่างบังคับคดีได้ถูกกลับในชั้นที่สุด หรือหมายบังคับคดีได้ถูกยกเลิกเสีย เมื่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีได้ส่งคำสั่งให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี แต่ถ้าคำพิพากษาในระหว่างบังคับคดีนั้นได้ถูกกลับเพียงบางส่วน การบังคับคดีอาจดำเนินอยู่ต่อไปจนกว่าเงินที่รวบรวมได้นั้นจะพอชำระแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา

        4. เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดี
        มาตรา 295 ทวิ บัญญัติว่า “ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในระยะเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขอให้ศาลสั่งถอนการบังคับคดีนั้นเสีย” มาตรา 295 ทวิ เป็นบทบัญญัติเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่ เหตุที่ต้องบัญญัติเช่นนี้ เนื่องจากเดิมในกรณีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในระยะเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด ไม่มีบทบัญญัติให้ถอนการบังคับคดี แม้กรณีเช่นนี้จะเข้าหลักเกณฑ์การงดการบังคับคดีตามมาตรา 292 แต่การงดการบังคับคดีไม่ทำให้เรื่องเสร็จสิ้นไป และจะถอนการบังคับคดีตามมาตรา 295 ก็ไม่ได้ การบังคับคดีจึงตกค้างอยู่ เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่สามารถปิดสำนวนการบังคับคดีได้ มาตรา 295 ทวิ จึงเป็นบทบัญญัติเพิ่มเติมเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจขอให้ศาลสั่งถอนการบังคับคดี ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดี

ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณีถอนการบังคับคดี
        มาตรา 295 ตรี บัญญัติว่า ในกรณีที่มีการยึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงิน หรือในกรณียึดหรืออายัดเงิน หรืออายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย เนื่องจากเจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการบังคับคดีนั้นเองหรือถอนโดยคำสั่งศาล และผู้ขอให้ยึดหรืออายัดไม่ชำระค่าธรรมเนียม เจ้าพนักงานบังคับคดี ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขอหมายบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของผู้นั้นเพื่อชำระค่าธรรมเนียม ในกรณีเช่นว่านี้ ให้ถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับค่าธรรมเนียมนั้น และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีบังคับคดีได้เอง โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมทั้งปวงเพื่อประโยชน์ในการบังคับคดีนั่นเอง หรือถอดถอนโดยคำสั่งศาล ผู้ขอให้ยึดหรืออายัดมีหน้าที่จะต้องชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีตามกฎหมาย ถ้าผู้ขอให้ยึดหรืออายัดนั้นไม่ชำระค่าธรรมเนียมแก่เจ้าพนักงานบังคับคดี มาตรา 295 ตรี ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของผู้นั้นเพื่อชำระค่าธรรมเนียม โดยถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่เกี่ยวกับค่าธรรมเนียมนั้น และได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมด้วย
        การถอนการบังคับคดี ผู้ถอนจะต้องวางค่าธรรมเนียมร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์ที่ยึด เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในทางปฏิบัติเมื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยแล้วไม่ควรเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดี ควรจะดำเนินการวางค่าใช้จ่ายการขายทอดตลาดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง จำนวน 2,000 บาท ซึ่งสามารถขายทอดตลาดได้ 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 เดือน โดยจะทำให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ร้องต่อศาลขอให้ถอนการบังคับคดี และไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการถอนร้อยละ 3.5 โดยใช่เหตุ
        ในทางปฏิบัติ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะไม่ขอถอนการบังคับคดีจนกว่าจะได้รับชำระหนี้จากจำเลยจนครบถ้วน จำเลยก็ไม่สามารถนำทรัพย์ออกจำหน่าย จ่าย โอน ได้ เนื่องจากถูกอายัดไว้โดยหมายบังคับคดี ค่าธรรมเนียมการถอนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะไม่เป็นผู้วาง แต่จะให้จำเลยเป็นผู้วาง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
www.lawonline.co.th
อภิชาติ แจ้งยุบล สำนักงานกฎหมายติลลีกี แอนด์ กิบบินส์

กระบวนการยุติธรรมกับการกระทำความผิดของ เด็กและเยาวชน


กระบวนการยุติธรรมกับการกระทำความผิดของ
เด็กและเยาวชน

        เด็กและเยาวชนในสายตาของประชาชนทั่วไป จัดได้ว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่อ่อนด้วยประสบการณ์ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีต่าง ๆ และขาดความรู้เท่าทันในด้านต่าง ๆ การเรียนรู้ และการอบรมจากผู้ใหญ่รอบข้างจึงนับเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เด็กและเยาวชนเติบโตขึ้นทั้งทางด้านร่างกาย ด้านสติปัญญา และความประพฤติเป็นผู้ใหญ่ที่ดี เพื่อช่วยพัฒนาและนำพาสังคม ประเทศชาติไปสู่ความรุ่งเรืองต่อไป สมกับคำกล่าวที่ว่า “เด็กคืออนาคตของชาติ” เมื่อเด็กและเยาวชนกระทำสิ่งที่ผิดมักจะได้รับการอภัยโดยเหตุที่ว่ายังไร้เดียงสา ไม่รู้สิ่งใดถูกสิ่งใดผิด ประกอบกับความคิดที่ว่า การที่เด็กและเยาวชนมีความประพฤติที่ไม่ดี เนื่องจากผู้ใหญ่รอบข้างบกพร่องในเรื่องการอบรม ความผิดจึงอยู่ที่ผู้ใหญ่เหล่านั้น ซึ่งมีหน้าที่ที่จะต้องอบรมสั่งสอนเด็กและเยาวชนที่อยู่ในความปกครอง แต่ในภาวะการณ์ปัจจุบัน การกระทำความผิดของเด็กและเยาวชนมิได้อยู่ในขอบเขตของการกระทำความผิดทางศีลธรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น แต่ก้าวล่วงถึงขั้นการกระทำความผิดกฎหมายบ้านเมือง โดยจะเห็นได้จากข่าวสารต่าง ๆ ผ่านทางสื่อมวลชนหลากหลายแขนง มักปรากฏข่าวคราวเกี่ยวกับความประพฤติของเด็กและเยาวชนในทางที่เสียหาย ไม่สมควรและผิดกฎหมายเสมอ เช่น การเสพและค้า หรือลักลอบขนยาเสพติด การยกพวกตีกันของกลุ่มนักศึกษาระหว่างสถาบัน การก่อคดีข่มขืน เรื่อยไปจนถึงกระทั่งการก่อคดีฆาตกรรม หลายต่อหลายครั้งที่การกระทำของเด็กและเยาวชนเหล่านี้ มักเป็นที่วิจารณ์ทั่วไปในหมู่ของประชาชนถึงพฤติกรรมโหดเหี้ยมผิดวิสัยของเด็กและเยาวชน แต่ในขณะเดียวกัน เด็กหรือเยาวชนที่กระทำความผิด ก็กระทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ถึงผลที่จะตามมา แต่ในบางครั้งก็เกิดจากการบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง หลอกให้กระทำจากบุคคลอื่น
        หากโดยภาพรวมแล้ว ผู้ใหญ่ที่กระทำความผิด แม้ในลักษณะเดียวกับเด็กและเยาวชน แต่ความคิดรู้ผิดชอบชั่วดี ประสบการณ์ การควบคุมยับยั้งตนมิให้กระทำความผิดย่อมีมากกว่าเด็กและเยาวชน เด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มบุคคลที่ควรจะได้รับการปฏิบัติที่นุ่มนวลกว่าผู้ใหญ่ แม้จะมีความประพฤติที่เสียหายจนถึงการกระทำความผิดกฎหมายบ้านเมืองก็ตาม การใช้มาตรการทางกระบวนยุติธรรมเฉกเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ที่กระทำความผิด ถือว่าเป็นการไม่สมควร ไม่ยุติธรรม และอาจจะก่อให้เกิดผลเสียแก่ตัวเด็กและเยาวชนเหล่านั้นมากกว่าผลดี ประเทศบางประเทศเช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น รวมทั้งประเทศไทย จึงได้กำหนดกระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนที่ทำผิดกฎหมายแตกต่างจากที่ปฏิบัติกับผู้ใหญ่ในบางเรี่องตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
        ในบทความนี้จะขอนำเสนอกระบวนยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดในทางกฎหมายอาญา โดยจะเน้นที่ขั้นตอนต่าง ๆ นับจากเด็กและเยาวชนถูกจับกุม เรื่อยไปจนถึงกระบวนพิจารณาคดีในชั้นศาลตามที่กำหนดเอาไว้เป็นพิเศษ แตกต่างจากที่ปฏิบัติต่อผู้ใหญ่ โดยจะกล่าวแต่เฉพาะของประเทศไทยเท่านั้น เพราะแม้กระบวนยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนนี้จะมีมานานในระบบกฎหมายไทย แต่ประชาชนส่วนใหญ่ รวมถึงผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ก็ยังขาดความรู้ความเข้าใจและการปฏิบัติที่ถูกต้องเมื่อเกิดกรณีที่เด็กและเยาวชนถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ทำให้สิทธิและเสรีภาพของเด็กและเยาวชนดังกล่าวถูกละเมิดด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือโดยความไม่ตั้งใจ แต่ในบทความนี้จะขอนำเสนอในลักษณะกว้าง ไม่ลงลึกไปในรายละเอียดทั้งหมด เนื่องจากเนื้อที่บทความที่มีอยู่อย่างจำกัด ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาได้จากหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชนเพิ่มเติมได้เอง โดยบทความนี้จะแบ่งแยกเป็นหัวข้อและลำดับดังต่อไปนี้


การกระทำความผิดของเด็กและเยาวชน
        การกระทำความผิดของเด็กและเยาวชนนั้น ตรงกับคำว่า “Juvenile Delinquency” ซึ่งในทางวิชาอาชญาวิทยาและทัณฑวิทยา ไม่ถือว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นอาชญากรรม แต่จะเรียกการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชนว่า “การกระทำผิด” และไม่เรียกเด็กและเยาวชนผู้กระทำความผิดว่าเป็นอาชญากร
        แม้ในกฎหมายไทย จะมิได้นิยามศัพท์ที่ว่า “การกระทำความผิดของเด็กและเยาวชน” หมายความว่าอย่างไร แต่เมื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 11 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า

ศาลเยาวชนและครอบครัวมีอำนาจพิพากษาคดีหรือมีคำสั่งในคดีต่อไปนี้
        (1) คดีอาญาที่มีข้อหาว่าเด็กหรือเยาวชนกระทำความผิด
        (2) คดีอาญาที่ศาลซึ่งมีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาได้โอนมาตามมาตรา 61 วรรคแรก ฯลฯ
        (3) คดีที่ศาลจะต้องพิพากษาหรือสั่งเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนตามบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลครอบครัว”
        จากบทมาตราดังกล่าวจึงพอสรุปได้ว่า การกระทำความผิดของเด็กและเยาวชนนั้นหมายถึงการกระทำความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอื่นที่มีโทษทางอาญา และการกระทำความผิดต่อกฎหมายอื่น ๆ ซึ่งบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลเยาวชนและครอบครัวจะพิพากษาหรือมีคำสั่ง
        นอกจากนี้ มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ยังได้นิยามของคำว่า “เด็ก” และ “เยาวชน” ไว้ว่า
        เด็ก หมายความถึง บุคคลที่มีอายุเกินเจ็ดปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่เกินสิบสี่ปีบริบูรณ์
        เยาวชน หมายความถึง บุคคลที่มีอายุเกินสิบสี่ปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่ถึงสิบแปดปีบริบูรณ์
        เกณฑ์ที่ใช้ในการแยกเด็ก หรือ เยาวชน ก็คืออายุของบุคคลนั้น โดยจะพิจารณาว่า ในวันที่การกระทำความผิดได้เกิดขึ้นเป็นวันแรกนั้น ผู้กระทำมีอายุเท่าไร หากผู้กระทำมีอายุอยู่ในช่วงตั้งแต่ 7 ปีเต็มแต่ยังไม่ถึง 14 ปีเต็ม ถือว่าบุคคลนั้นเป็น “เด็ก” แต่หากบุคคลนั้นมีอายุตั้งแต่ 14 ปีเต็มแต่ยังไม่ถึง 18 ปีเต็ม ถือว่าบุคคลนั้นเป็น “เยาวชน” ไม่ว่าบุคคลนั้นจะบรรลุนิติภาวะโดยการสมรสก่อนอายุครบ 18 ปี (ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 20) หรือไม่ก็ตาม

สาเหตุแห่งการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชน
        สาเหตุแห่งการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชนนั้นเป็นสาเหตุเฉพาะบุคคลบางคนอาจมีเพียงสาเหตุเดียว ในขณะที่บางคนก็มีหลายสาเหตุประกอบกัน สาเหตุแห่งการกระทำความผิดมีอยู่หลายประการ และอาจแยกศึกษาเป็น 3 ด้านคือ
        - ด้านกฎหมาย
        นักกฎหมายเน้นว่าสาเหตุแห่งการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชนเกิดจากความเยาว์วัย การรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือการถูกหลอกใช้จากผู้ใหญ่ จึงไม่ถือว่าเป็นการกระทำความผิดในทางอาญา โดยถือว่าเป็นเพียงพฤติกรรมเบี่ยงเบน จึงไม่ลงโทษในทางอาญาแต่จะใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแทน เพื่อแก้ไขความประพฤติ
        - ด้านสังคมวิทยา
        นักสังคมวิทยาอธิบายถึงสาเหตุแห่งการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชนว่ามาจากการที่เด็กและเยาวชนนั้นได้รับแบบอย่างความประพฤติที่ไม่ดี จากบุคคลที่อยู่รอบข้าง เด็กและเยาวชนยังขาดความหนักแน่นทางจิตใจ จึงอาจถูกครอบงำ ชักจูงได้ง่าย ทำให้พฤติกรรมเด็กและเยาวชนประพฤติผิดไปจากบรรทัดฐานของสังคมและกลายเป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายในที่สุด
        - ด้านจิตวิทยา
        นักจิตวิทยาอธิบายสาเหตุของการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชนเอาไว้หลายทฤษฎี กล่าวคือบางทฤษฎีเห็นว่า การกระทำความผิดนั้นอาจเกิดจากความผิดปกติดของร่างกายหรือทางจิต ซึ่งอาจมีมาตั้งแต่กำเนิด หรือเกิดขึ้นภายหลังความเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ ซึ่งสาเหตุดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะผลักดันให้อารมณ์ของบุคคลแปรปรวน ยิ่งเป็นเด็กหือเยาวชน ก็อาจะทำให้เกิดการขาดความยับยั้งชั่งใจ ไม่สามารถควบคุมตนเองได้ และมีพฤติกรรมที่เป็นปฎิปักษ์ต่อสังคมและคนรอบข้างและกระทำความผิดได้ง่าย ซึ่งอาจเป็นการกระทำที่รุนแรง
        อย่างไรก็ตาม เราสามารถแยกแยะสาเหตุแห่งการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชนเป็น 2 สาเหตุใหญ่ ๆ ด้วยกัน
        1. สาเหตุจากสิ่งที่อยู่รอบข้างตัวเด็กและเยาวชน เช่นครอบครัว สถานที่อยู่อาศัย บุคคลรอบข้าง สถานเริงรมย์ สภาวการณ์ทางเศรษฐกิจ การขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น หรือบังเกิดความวุ่นวายในสังคม
        2. สาเหตุที่เกิดจากตัวของเด็กและเยาวชนเอง เช่นความผิดปกติทางร่างกายหรือจิตใจหรือเกิดจากพันธุกรรมของเด็กและเยาวชน

ปรัชญาในการปฏิบัติต่อเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิด
        แนวความคิดหรือปรัชญาในเชิงอาชญาวิทยาและทัณฑวิทยา สามารถแบ่งแยกได้เป็น 2 แนวหลัก ๆ ได้แก่
        ปรัชญาที่มุ่งต่อการลงโทษ เพื่อเป็นการแก้แค้นต่อผู้กระทำผิด ป้องกันและปราบปรามมิให้มีการกระทำความผิด มักพบแนวความคิดเช่นนี้ในสังคมที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นพวกอนุรักษ์นิยม แนวความคิดนี้ จะกำหนดโทษและลงโทษผู้กระทำผิดเหมือนกัน โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างทางด้านอายุของผู้กระทำผิด ดังที่เคยพบว่า ในปี ค.ศ. ที่ประเทศอังกฤษ ศาลได้พิพากษาตัดสินและลงโทษเด็กอายุ 9 ขวบ ฐานลักทรัพย์ด้วยการแขวนคอ
        ปรัชญาที่มุ่งเน้นต่อการแก้ไขฟื้นฟู เพื่อช่วยเหลือให้ผู้ที่กระทำความผิดบางจำพวก ซึ่งได้พิจารณาแล้วเห็นว่ายังพอที่จะเยียวยาได้โดยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขความประพฤติได้ แทนที่จะลงโทษ มักพบแนวความคิดเช่นว่านี้ในสังคมที่ประชาชนส่วนใหญ่เป็นพวกเสรีนิยม
        ในนานาอารยประเทศรวมทั้งประเทศไทย การปฏิบัติต่อเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดได้ดำเนินตามแนวปรัชญาที่มุ่งแก้ไขฟื้นฟู และช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดให้สามารถกลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ ทั้งนี้เนื่องจากเห็นว่า เด็กและเยาวชนยังสามารถที่จะเยียวยาแก้ไขเปลี่ยนแปลงความประพฤติได้ และการที่รัฐเข้ามาเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดแทนพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นวิธีการที่ยอมรับโดยทั่วไป รัฐจึงต้องหามาตรการต่าง ๆ ที่จะมุ่งฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดให้สามารถกลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ มากกว่าที่จะใช้อำนาจลงโทษอย่างรุนแรง ดังจะเห็นได้จากที่ประเทศไทยได้มีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ. 2494 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ. 2494 ซึ่งถูกยกเลิกและเปลี่ยนมาใช้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว

กระบวนการยุติธรรมในกรณีที่เด็กและเยาวชนต้องหาว่ากระทำความผิด
        แต่เดิมประเทศไทยมีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ. 2494 ใช้บังคับกับเด็กและเยาวชนผู้ต้องหาว่ากระทำผิด ต่อมาได้ถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ. 2534 ซึ่งตามพระราชบัญญัตินี้ได้กำหนดว่าในท้องที่ใดที่มีการจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว หากผู้ถูกกล่าวหาเป็นคดีทางอาญา มีอายุตั้งแต่ 7 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี การนำคดีเสนอศาลนั้น จะต้องนำคดีเสนอต่อศาลเยาวชนและครอบครัว และขั้นตอนต่าง ๆ ในการดำเนินคดีจะต้องเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ. 2534 ดังต่อไปนี้

การจับกุมตัวเด็กและเยาวชนโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ
        เมื่อเด็กและเยาวชนต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา ไม่ว่าจะเป็นการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจประสบพบเห็นด้วยตนเอง หรือมีผู้ไปร้องทุกข์แจ้งความ หรือกล่าวโทษ ก็จะต้องมีการดำเนินการสืบสวน สอบสวน ตลอดจนจับกุมไปดำเนินคดี ซึ่งในขั้นตอนนี้จะขอแบ่งแยกออกเป็น 2 หัวข้อกล่าวคือ
        - การจับกุมตัวเด็ก
กฎหมายได้บัญญัติห้ามเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวเด็กที่ต้องหาว่ากระทำผิด เว้นแต่
        - เด็กนั้นได้กระทำผิดซึ่งหน้า
        - มีผู้เสียหายชี้ตัวและยืนยันให้จับ
        - มีผู้ขอให้จับโดยแจ้งว่าได้มีการร้องทุกข์เอาไว้แล้ว
        - มีหมายจับตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
นอกจากใน 4 กรณีนี้แล้ว จะทำการจับกุมเด็กมิได้โดยเด็ดขาด
        - การจับกุมตวเยาวชน
        ในการจับกุมตัวเยาวชนที่ต้องหาว่ากระทำความผิดนั้น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ. 2534 มิได้กำหนดวิธีการไว้เป็นการเฉพาะ ดังนั้นจึงต้องดำเนินการตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้ คือ จับกุมตัวเยาวชนที่ต้องหาว่ากระทำผิดได้เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ที่กระทำความผิด
        แต่อย่างไรก็ดี ตามที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นแล้วว่า ในระบบกฎหมายไทยนั้น การปฏิบัติต่อเด็กและเยาวชนที่ต้องหาว่ากระทำความผิดนั้น ต้องถือหลักมุ่งให้ความช่วยเหลือ ฟื้นฟูและปรับปรุงแก้ไขให้กลับตัวเป็นพลเมืองดีต่อไป การจับตัวควรจะกระทำโดยละมุนละม่อม และถ้าไม่จำเป็นก็ห้ามมิให้มีการใช้เครื่องพันธนาการแก่เด็กและเยาวชนนั้น และหากจะต้องทำการจับ และใช้เครื่องพันธนาการ ก็ควรจะเป็นไปในลักษณะที่มิใช่เป็นการประจานให้ได้รับความอับอายต่อหน้าสาธารณชน เพื่อมิให้เด็กหรือเยาวชนนั้นเกิดความกระด้างทางจิตใจและเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนนั้นกลับตัวเป็นพลเมืองดีได้ง่ายขึ้น

ขั้นตอนการสอบสวน
        เมื่อมีการจับกุมตัวเด็กและเยาวชนที่ต้องหาว่ากระทำความผิดแล้ว คดีนั้นจะต้องได้รับการพิจารณาในศาลเยาวชนและครอบครัว เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจะต้องดำเนินขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเคร่งครัด กล่าวคือ ทันทีที่ได้มีการจับกุมตัวเด็กและเยาวชน มาถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน ผู้จับกุมหรือผู้ที่ควบคุมตัวเด็กและเยาวชนนั้น จะต้องรีบแจ้งให้ผู้อำนวยการสถานพินิจที่เด็กหรือเยาวชนนั้นอยู่ในเขตอำนาจและบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่เด็กและเยาวชนนั้นอยู่อาศัยด้วยทันทีที่สามารถจะกระทำได้ และพนักงานสอบสวนจะต้องทำการถามปากคำเด็กหรือเยาวชนนั้นเพียงเพื่อที่จะทราบข้อมูลเบื้องต้น เช่น ชื่อ ที่อยู่ อายุ ให้เสร็จสิ้นภายใน 24 ชั่วโมง โดยระหว่างนี้ห้ามทำการควบคุมปะปนกับผู้ต้องหาที่เป็นผู้ใหญ่ ทั้งนี้เพื่อมิให้เด็กและเยาวชนเห็น หรือได้รับการเสี้ยมสอนในทางที่ผิดจากผู้ต้องหาเหล่านั้น ซึ่งในทางปฏิบัติจะให้เด็กหรือเยาวชนนั้นไปยังสถานพินิจที่เด็กหรือเยาวชนนั้นอยู่ในเขตอำนาจ เป็นผู้ดูแลเด็กหรือเยาวชนนั้นต่อไป โดยที่พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจในการควบคุมตัวเด็กหรือเยาวชนเกินกว่านั้น (เกินกว่า 24 ชั่วโมง) และไม่มีอำนาจในการสั่งปล่อยตัวเด็กหรือเยาวชนไปชั่วคราว หลังจากที่ส่งตัวไปยังสถานพินิจแล้ว พนักงานสอบสวนก็ยังคงต้องดำเนินการสอบสวนคดีนั้นต่อไปให้เสร็จ และส่งสำนวนให้พนักงานอัยการภายในกำหนดระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เพื่อทำการยื่นฟ้องเด็กและเยาวชนนั้นต่อศาลให้ทันกำหนดเวลาต่อไปซึ่งเป็นรายละเอียดในทางปฏิบัติ จึงไม่ขอนำมากล่าวไว้ ณ ที่นี้

การรับตัวเด็กหรือเยาวชนของสถานพินิจ
        ภายหลังจากที่พนักงานสอบสวนได้ทำการส่งตัวเด็กหรือเยาวชนที่ต้องหาว่ากระทำความผิด มายังสถานพินิจแล้ว ทางสถานพินิจจะดำเนินการควบคุมตัวเด็กหรือเยาวชนนั้นต่อไป ซึ่งในระหว่างการควบคุมตัวนี้ทางสถานพินิจจะจัดให้มีการสืบเสาะประวัติส่วนตัวของเด็กและเยาวชนนั้น รวมทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่เด็กหรือเยาวชนนั้นอาศัยอยู่ด้วย เพื่อประกอบการพิจารณาในกรณีที่มีการยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวเด็กและเยาวชนนั้นชั่วคราว ซึ่งทางผู้อำนวยการสถานพินิจจะเป็นผู้สั่งว่าจะอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวหรือไม่ ถ้าอนุญาต ผู้ที่ขอให้ปล่อยตัวชั่วคราว ก็จะสามารถรับตัวเด็กและเยาวชนนั้นไปจากสถานพินิจได้ทันที แต่จะต้องนำตัวเด็กหรือเยาวชนมาให้เจ้าพนักงานทำการสอบสวนตามที่นัดไว้ แต่ถ้าทางผู้อำนวยการสถานพินิจไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ทางผู้อำนวยการสถานพินิจจะต้องส่งสำนวนความเห็น ไปยังอธิบดีหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัว หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวหรือผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกศาลเยาวชนและครอบครัว แล้วแต่กรณี เป็นผู้พิจารณาและออกคำสั่งว่าจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว
        ในกรณีที่เด็กและเยาวชนนั้นมิได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เด็กหรือเยาวชนนั้นจะอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของสถานพินิจ เพื่อการสืบเสาะและพินิจประวัติส่วนตัวของเด็กหรือเยาวชนนั้นและของพ่อแม่หรือผู้ปกครอง หรือบุคคลที่เด็กหรือเยาวชนนั้นอาศัยอยู่ด้วย รวมทั้งสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กหรือเยาวชนนั้น และสาเหตุแห่งการกระทำความผิด เพื่อประมวลข้อเท็จจริงและจัดทำเป็นรายงานเสนอต่อผู้อำนวยการสถานพินิจและต่อพนักงานอัยการ ถ้ามีการฟ้องคดีต่อศาล ผู้อำนวยการสถานพินิจจะทำการส่งรายงานพินิจพร้อมทั้งความเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเด็กหรือเยาวชนนั้นต่อศาลต่อไป

การฟ้องคดีอาญา
        ในระบบกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ผู้ที่สามารถฟ้องคดีอาญาต่อศาลได้นั้น คือ พนักงานอัยการและผู้เสียหาย แต่ในคดีที่เด็กหรือเยาวชนต้องหาว่ากระทำความผิดนั้น การฟ้องคดีจะมีขั้นตอนแตกต่างออกไปดังนี้
        - พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องคดีเอง ภายหลังจากที่ได้รับสำนวนจากพนักงานสอบสวนและรายงานพินิจพร้อมความเห็นของทางผู้อำนวยการสถานพินิจว่าสมควรให้ฟ้องเป็นคดีอาญา พนักงานอัยการจะใช้ดุลพินิจเพื่อตัดสินว่าจะฟ้องเป็นคดีอาญาหรือไม่
        - ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีเอง โดยหลักตาม พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ. 2534 ได้ห้ามมิให้ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีเว้นแต่จะได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฟ้องเด็กหรือเยาวชนนั้นเป็นคดีอาญา โดยก่อนที่จะมีการสั่ง ทางสถานพินิจจะได้ทำการสืบสวนว่าข้อกล่าวหานั้นมีมูลความผิดหรือไม่ ถ้าผู้อำนวยการสถานพินิจอนุญาตให้ฟ้องคดีได้ ราษฎรจึงจะสามารถเป็นโจทก์ฟ้องคดีเองได้ แต่ถ้าไม่อนุญาต ทางผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อให้ศาลได้มีการสอบถามและมีคำสั่งว่าจะให้ฟ้องคดีหรือไม่

กระบวนการพิจารณาคดีในชั้นศาล
        เมื่อมีการยื่นฟ้องและศาลได้ประทับฟ้องเอาไว้แล้ว ขั้นตอนต่าง ๆ ในกระบวนการพิจารณาคดีที่เด็กหรือเยาวชนตกเป็นจำเลย จะเป็นไปดังต่อไปนี้
        ศาลอาจมีคำสั่งให้ควบคุมตัวเด็กหรือเยาวชนนั้น ซึ่งมีฐานะเป็นจำเลย ไว้ในสถานพินิจ (เนื่องจากไม่มีการยื่นขอประกันตัวในชั้นศาล หรือมีการยื่นขอประกันตัวในชั้นศาลแต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว) หรืออาจสั่งให้ปล่อยตัวจำเลยไปชั่วคราวก็ได้ นอกจากนี้ศาลเยาวชนและครอบครัวที่รับฟ้องคดีไว้ จะต้องทำการแจ้งนัดพิจารณาคดีให้ผู้อำนวยการสถานพินิจและบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่จำเลยอาศัยอยู่ด้วยทราบถึงวันและเวลานั่งพิจารณาคดีล่วงหน้า และเตรียมตัวไปฟังการพิจารณาคดีหรือไปให้ข้อมูลแก่ทางศาลระหว่างการพิจารณา ทั้งนี้แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร
        ในระหว่างการพิจารณา ผู้อำนวยการสถานพินิจที่ศาลได้มอบหมายให้ควบคุมตัวจำเลย มีหน้าที่จะต้องส่งตัวจำเลยไปตามคำสั่งของศาล โดยในการจัดส่งตัวจำเลยไปหรือมาจากศาลกับสถานพินิจ หรือที่พักอาศัยในกรณีที่ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวนั้น ห้ามมิให้ใช้เครื่องพันธนาการ (เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามที่กฎหมายกำหนด จึงจะใช้เครื่องพันธนาการได้ แต่จะต้องใช้ตามที่จำเป็นเท่านั้น) และห้ามมิให้ควบคุมตัวจำเลยปะปนกับจำเลยที่เป็นผู้ใหญ่ นอกจากนี้ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ. 2534 ยังห้ามมิให้มีการถ่ายและเผยแพร่หรือตีพิมพ์รูปภาพ หรือบันทึก กระจายเสียง หรือโฆษณาเกี่ยวกับตัวจำเลยอันอาจจะทำให้สาธารณชนทราบได้ว่าตัวจำเลยเป็นใคร อันอาจส่งผลต่อการแก้ไขปรับปรุงให้กลับตัวเป็นพลเมืองดี และกลับเข้าไปอยู่รวมกับสังคมตามปกติ
        การดำเนินการพิจารณาคดี จะต้องทำในห้องอื่นที่มิใช่ห้องพิจารณาคดีโดยทั่วไปและจะต้องดำเนินการพิจารราเป็นความลับ คือ ไม่เปิดเผยต่อสาธารณชน เพื่อป้องกันมิให้จำเลยเป็นที่รู้จักของบุคคลอื่นที่มิเกี่ยวข้องในคดี แต่การพิจารณาคดีจะต้องกระทำต่อหน้าจำเลยและที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายของจำเลยเสมอ แต่ถ้าศาลเห็นว่า จำเลยไม่สมควรได้รับฟังหรือรู้เห็นการพิจารณาคดีในช่วงใดช่วงหนึ่ง เช่น การสืบพยาน ก็อาจสั่งให้ตัวจำเลยออกไปนอกห้องชั่วครู่ และเมื่อสั่งให้กลับเข้ามา ศาลจะต้องแจ้งข้อความที่เห็นสมควรที่จะแจ้งให้จำเลยทราบหรือแม้แต่ในกรรีที่จำเลยไม่สามารถไปฟังการพิจารณาคดี ถ้าศาลเห็นว่าการพิจารณาคดีในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ว่าจำเลยกระทำผิดจริงตามที่ถูกฟ้องมาหรือไม่ ศาลก็อาจดำเนินการพิจารณาคดีลับหลังจำเลยก็ได้ แต่จะต้องดำเนินการพิจารณาคดีต่อหน้าที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายของจำเลยเสมอ
        ในการพิจารณาคดีลับหลังนั้น นอกจากบุคคลดังกล่าวนี้คือ
        - จำเลย ที่ปรึกษาทางด้านกฎหมาย และผู้ควบคุมจำเลย
        - บิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่จำเลยอาศัยอยู่ด้วย
        - พนักงานศาล และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตามที่ศาลเห็นสมควร
        - โจทก์และทนายความโจทก์
        - พยาน ผู้ชำนาญกรพิเศษ และล่าม
        - พนักงานคุมความประพฤติ หรือพนักงานอื่นของสถานพินิจ
        - บุคคลอื่นตามที่ศาลเห็นสมควร
        บุคคลอื่นที่ประสงค์จะเข้าฟังการพิจารณาคดี จะต้องขออนุญาตต่อศาลก่อน และเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแล้วจึงจะเข้าฟังการพิจารณาคดีได้
        การพิจารราคดีที่เด็กหรือเยาวชนตกเป็นจำเลยนั้น ไม่จำต้องดำเนินการตามที่กฎหมายวิธีพิจารณาความบัญญัติไว้โดยเคร่งครัด ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน สามารถเรียกจำเลยไปสอบสวนเป็นการเฉพาะ ในเวลาใด ๆ ก่อนที่จะพิพากษาคดี เพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยหรือในระหว่างการพิจารณาคดี ถ้าศาลเห็นเป็นการสมควรที่จะพูดกับจำเลยเป็นการเฉพาะ ศาลมีอำนาจสั่งให้บุคคลอื่นที่อยู่ในห้องพิจารณาคดีขณะนั้นออกไปนอกห้องพิจารณาคดีก่อนก็ได้ และการพิจารณาคดี ศาลจะต้องใช้ถ้อยคำที่ง่าย ๆ ให้จำเลยเข้าใจได้ง่าย เนื่องจากจำเลยยังเป็นเด็กหรือเยาวชนอยู่ รวมทั้งให้โอกาสจำเลยและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับจำเลย ได้มีโอกาสแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิด หรือเกี่ยวกับตัวจำเลยเอง รวมทั้งมีอำนาจในการระบุหรือซักถามพยานได้ ทั้งนี้เพราะการพิจารณาพิพากษาจะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวจำเลยเป็นรายบุคคลไป เพื่อที่จะได้ปรับปรุงแก้ไขได้ตรงกับสาเหตุ

ข้อสังเกต
        ในการพิจารณาคดีนั้น พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ. 2534 ห้ามมิให้เด็กและเยาวชนที่ตกเป็นจำเลยมีทนายความช่วยว่าความแก้ต่างคดีแทน แต่จำเลยอาจจะมีหรือไม่มีที่ปรึกษาทางกฎหมายคอยให้คำแนะนำทางด้านกฎหมายแก่จำเลยได้ ทั้งนี้เพราะโดยส่วนใหญ่ทนายความจะกระทำทุกวิถีทางเพื่อให้จำเลยรอดพ้นจากกระบวนยุติธรรม อันขัดต่อเจตนารมย์ของการจัดให้มีวิธีพิจารณาคดีสำหรับเด็กและเยาวชนเป็นกรณีพิเศษ ที่มุ่งจะแก้ไขพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนของเด็กและเยาวชนนั้นไม่ว่าจะได้กระทำความผิดจริงตามที่ฟ้องหรือไม่ก็ตาม

คำพิพากษาของศาล
        เมื่อเสร็จสิ้นการพิจารณาคดี ศาลจะมีคำพิพากษาเกี่ยวกับคดี โดยที่ศาลจะต้องคำนึงถึงสวัสดิภาพและอนาคตของจำเลย ซึ่งเป็นบุคคลที่ควรจะได้รับการช่วยเหลือ ฟื้นฟูและแก้ไขปรับปรุงให้กลับตัวเป็นพลเมืองดีของชาติได้ ดังนั้น ศาลจึงต้องพิจารณาปัจจัย ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวจำเลยเป็นรายบุคคล ไม่ว่าในคดีนั้นเด็กหรือเยาวชนจะได้กระทำผิดร่วมกันก็ตาม
        ในกรณีที่มีการสืบเสาะและพินิจ ศาลจะพิพากษาจำเลยได้ต่อเมื่อได้รับทราบรายงานพินิจและความเห็นของผู้อำนวยการสถานพินิจแล้ว เนื่องจากผู้อำนวยการสถานพินิจเป็นบุคคลที่รู้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวเด็กหรือเยาวชนนั้นมากที่สุด ย่อมสามารถเสนอวิธีการที่ดีที่เหมาะสมกับเด็กหรือเยาวชนนั้น ๆ ได้
        เมื่อศาลมีคำพิพากษาและจะทำการอ่านคำพิพากษา ก็จะต้องทำการอ่านคำพิพากษาเป็นการลับ โดยบุคคลที่มีสิทธิเข้าฟังการพิจารณาคดีเท่านั้นที่จะมีสิทธิเข้าฟังการอ่านคำพิพากษาในคดีได้ และการเผยแพร่หรือตีพิมพ์คำพิพากษา ห้ามระบุชื่อ หรือข้อความ หรือการกระทำใด ๆ อันจะทำให้ผู้อ่านคำพิพากษานั้นรู้จักตัวเด็กหรือเยาวชนที่เป็นจำเลย เว้นแต่ศาลจะอนุญาต

การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น อาจแยกพิจารณาออกได้เป็น 2 ประเด็น คือ
        1. กรณีที่มิได้กระทำผิด
        เมื่อปรากฏจากการพิจารณาคดีเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิดจริงตามที่ฟ้อง ศาลจะพิพากษาปล่อยตัวไป แต่ถ้าศาลเห็นว่ามีเหตุอันสมควรเกรี่ยวกับสวัสดิภาพของเด็กหรือเยาวชนนั้น ศาลมีอำนาจที่จะกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับความประพฤติของเด็กหรือเยาวชนนั้นดังต่อไปนี้ก็ได้ กล่าวคือ
        - ห้ามมิให้เข้าไปในสถานที่อันจะจูงใจให้ประพฤติชั่ว
        - ห้ามออกนอกที่พักอาศัยในเวลากลางคืน เว้นแต่มีเหตุจำเป็น หรือได้รับอนุญาตจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่เด็กหรือเยาวชนนั้นอาศัยอยู่ด้วย
        - ห้ามคบหาสมาคมกับบุคคลหรือประเภทของบุคคลที่ศาลเห็นว่าไม่สมควร
        - ห้ามกระทำการใดอันจูงใจให้เด็กหรือเยาวชนประพฤติชั่ว
        - ให้ไปรายงานตัวต่อศาลหรือพนักงานคุมประพฤติ พนักงานสงเคราะห์เป็นครั้งคราว
        - ให้ไปศึกษา ฝึกอบรม หรือประกอบอาชีพเป็นกิจจะลักษณะ
        โดยในทางปฏิบัติ ศาลมักจะกำหนดให้มารายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติเป็นครั้งคราว เป็นเงื่อนไขหลัก และกำหนดเงื่อนไขอื่นประกอบ เพื่อติดตามผลของการปฏิบัติตัวของเด็กหรือเยาวชนว่าเป็นไปตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดหรือไม่ ซึ่งศาลจะต้องกำหนดระยะเวลาแห่งการปฏิบัติตามเงื่อนไขด้วย แต่ต้องไม่เกินกว่าเวลาที่เด็กหรือเยาวชนนั้นจะมีอายุครบ 24 ปี
        2. กรณีที่เด็กหรือเยาวชนกระทำผิดตามที่ฟ้อง ศาลอาจเลือกที่จะใช้มาตรการดังต่อไปนี้ก็ได้
        * ในกรณีที่ศาลเห็นสมควรที่จะลงโทษ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ. 2534 ให้อำนาจศาลในการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน หรือวิธีการเพื่อความปลอดภัยแทนการลงโทษดังต่อไปนี้
        เปลี่ยนโทษจำคุก หรือวิธีการเพื่อความปลอดภัยตามประมวลกฎหมายอาญา คือ กักกัน ไปเป็นการกักและอบรมในสถานพินิจ แต่ในทางปฏิบัตินั้น สถานพินิจได้ยกเลิกสถานกักและอบรมไปแล้ว ศาลจึงมิได้ใช้วิธีการนี้
        เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นการส่งตัวไปควบคุม เพื่อฝึกอบรมยังสถานพินิจตามระยะเวลาที่ศาลกำหนดแต่ต้องไม่เกินกว่าระยะเวลาที่เด็กหรือเยาวชนนั้นจะมีอายุครบ 24 ปี
        เปลี่ยนโทษปรับเป็นคุมประพฤติโดยกำหนดเงื่อนไขเช่นเดียวกับกรณีที่มิได้กระทำผิดข้อเดียวหรือหลายข้อด้วยหรือไม่ก็ได้ โดยศาลจะต้องกำหนดระยะเวลาไว้แต่ห้ามเกินเวลาที่เด็กหรือเยาวชนนั้นจะมีอายุครบ 24 ปี
        * ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน ซึ่งแบ่งแยกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ
        - จำกัดอิสรภาพ ได้แก่ การส่งตัวเด็กหรือเยาวชนไปโรงเรียน หรือสถานฝึกและอบรมของสถานพินิจตามระยะเวลาที่ศาลกำหนด แต่ต้องไม่เกินกว่าระยะเวลาที่เด็กหรือเยาวชนนั้นจะมีอายุครบ 24 ปี
        - ไม่จำกัดอิสรภาพ ได้แก่ การว่ากล่าวตักเตือน - การมอบตัวเด็กหรือเยาวชนให้ผู้ปกครองดูแล และวางข้อกำหนดผู้ปกครอง - คุมประพฤติ - มอบตัวเด็กหรือเยาวชนให้บุคคลหรือองค์กรอื่นดูแล อบรมสั่งสอน
        - การรอการกำหนดโทษ หรือรอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา แม้ว่าเด็กหรือเยาวชนจะเคยต้องโทษจำคุกหรือโทษอื่นตามคำพิพากษามาก่อนแล้ว หรือโทษที่จะลงเป็นโทษอย่างอื่นนอกเหนือจากโทษจำคุก หรือศาลได้กำหนดโทษจำคุกเกินกว่า 2 ปีก็ตาม

องค์กรที่มีบทบาทสำคัญในกระบวนยุติธรรมกรณีเด็กและเยาวชนกระทำผิด
        ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ. 2534 ได้มีการจัดตั้งองค์กรของรัฐที่สำคัญและมีบทบาทอย่างมากขึ้นมา 2 องค์กร เพื่อดำเนินการในนามของรัฐเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดในขั้นตอนต่าง ๆ ของกระบวนยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนที่กระทำผิด ซึ่งในบทความนี้จะขอกล่าวถึงการจัดตั้ง และอำนาจหน้าที่ขององค์กรทั้งสองนี้อย่างคร่าว ๆ

ศาลเยาวชนและครอบครัว
        ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ. 2434 ได้ให้นิยามของศาลเยาวชนและครอบครัวไว้ว่า
        ศาลเยาวชนและครอบครัว หมายความว่า ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัด และแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลจังหวัด ซึ่งจัดตั้งตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ศาลเยาวชนและครอบครัวนั้นยังจัดว่าเป็นศาลชั้นต้นตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรมด้วย
        ศาลเยาวชนและครอบครัวในปัจจุบัน ก็คือ ศาลคดีเด็กและเยาวชนตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลคดีเด็กและเยาวชนฯ พ.ศ. 2494 โดยเมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ. 2534 จึงได้มีการยกเลิกศาลคดีเด็กและเยาวชนไปและเปลี่ยนเป็นศาลเยาวชนและครอบครัวแทน โดยให้บรรดาคดีที่อยู่ในศาลคดีเด็กและเยาวชนนั้นให้โอนมาพิจารณาคดีในศาลเยาวชนและครอบครัวแทน

อำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว
        ในส่วนที่เกี่ยวกับการที่เด็กและเยาวชนกระทำผิดต่อกฎหมายที่มีโทษทางอาญานั้น ศาลเยาวชนและครอบครัวมีอำนาจดังต่อไปนี้
        - อำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่มีข้อหาว่าเด็กหรือเยาวชนกระทำผิด หมายความรวมถึงคดีอาญาทุกประเภททั้งตามประมวลกฎหมายอาญาและตามกฎหมายอื่นที่มีโทษทางอาญา
        - คดีอาญาซึ่งศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีธรรมดาได้โอนมาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ. 2534 คือ คดีอาญาที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลธรรมดา ที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นบุคคลที่มีอายุไม่เกิน 20 ปี ซึ่งศาลเห็นว่าบุคคลนั้นมีสภาพทางด้านร่างกาย จิตใจ ความรู้สึกนึกคิด สุขภาพเช่นเดียวกับเด็กหรือเยาวชน ก็มีอำนาจที่จะโอนคดีนั้นไปยังศาลเยาวชนและครอบครัวและถือว่าบุคคลนั้นเป็นเด็กหรือเยาวชน
        เขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว จะพิจารณาจากท้องที่ที่เด็กหรือเยาวชนมีถิ่นที่อยู่ประจำเป็นปกติ ซึ่งอาจจะเป็นคนละท้องที่ที่เด็กหรือเยาวชนนั้นมีสำมะโนครัวในระหว่างที่ได้กระทำความผิดนั้น ถ้าในท้องที่นั้นมีศาลเยาวชนและครอบครัว ก็ต้องนำคดีเสนอต่อศาลเยาวชนและครอบครัวนั้น แต่ในกรณีที่ไม่มีศาลเยาวชนและครอบครัวในท้องที่ที่เด็กหรือเยาวชนมีถิ่นที่อยู่เป็นปกติ ก็ให้พิจารณาว่าในท้องที่ที่การกระทำความผิดเกิดนั้นมีศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ ถ้ามีก็ต้องนำคดีเสนอต่อศาลเยาวชนและครอบครัวในท้องที่ที่การกระทำความผิดเกิดขึ้น แต่ถ้ายังไม่มีศาลเยาวชนและครอบครัวในท้องที่ที่เด็กหรือเยาวชนมีถิ่นที่อยู่ปกติและในท้องที่ที่การกระทำความผิดได้เกิดขึ้น คดีจะอยู่ในเขตอำนาจของศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีนั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
        แต่ถ้าในท้องที่ที่เด็กหรือเยาวชนมีถิ่นที่อยู่ปกติและในท้องที่ที่การกระทำความผิดได้เกิดขึ้น ต่างก็มีศาลเยาวชนและครอบครัว โดยหลักก็จะต้องนำคดีเสนอต่อศาลเยาวชนและครอบครัวในท้องที่ที่เด็กหรือเยาวชนนั้นมีถิ่นที่อยู่ปกติ แต่ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าศาลเยาวชนและครอบครัวในท้องที่ที่การกระทำความผิดเกิด จะทำให้เด็กหรือเยาวชนได้รับความสะดวกมากกว่าก็อาจจะนำคดีเสนอต่อศาลเยาวชนและครอบครัวในท้องที่ที่กระทำความผิดเกิดได้
        เมื่อคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวแล้ว แม้ต่อมาจำเลยจะมีอายุครบ หรือเกินกว่า 18 ปี คดีก็ยังอยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวต่อไป แม้จะมีการอุทธรณ์หรือฎีกา คดีก็จะไปสู่ศาลอุทธรณ์ แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว หรือศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวต่อไป ซึ่งศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเองก็ยังคงมีอำนาจใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนได้
        แต่ศาลเยาวชนและครอบครัวก็มีอำนาจตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ. 2534 ในการที่จะโอนคดีที่เด็กหรือเยาวชนต้องหาว่ากระทำผิดไปยังศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีธรรมดาได้ ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าในขณะที่กระทำความผิดหรือในระหว่างที่พิจารณาคดี เด็กหรือเยาวชนนั้น มีสภาพร่างกาย จิตใจ หรือมีพฤติกรรมเช่นเดียวกับบุคคลที่มีอายุครบ 18 ปีขึ้นไป
        องค์คณะในการพิจารณาคดีที่เด็กหรือเยาวชนต้องหาว่ากระทำผิด จะต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อย 2 นาย และผู้พิพากษาสมทบอีก 2 นาย ซึ่งหนึ่งในสองของผู้พิพากษาสมทบจะต้องเป็นหญิงอย่างน้อย 1 นาย จึงจะรวมเป็นองค์คณะมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีดังกล่าวได้

สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
        ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ. 2534 ได้ให้นิยามของสถานพินิจไว้ว่า
        สถานพินิจ หมายความว่า สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกลาง สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัด และสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนของแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวของศาลจังหวัด ซึ่งจัดตั้งตามพระราชบัญญัตินี้
        สถานพินิจจึงเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งของกระทรวงยุติธรรม อันมีผู้อำนวยการสถานพินิจเป็นผู้รับผิดชอบดูแล เป็นอีกองค์กรหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญกับเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าศาลเยาวชนและครอบครัว และมักจะถูกจัดตั้งเคียงข้างกับศาลเยาวชนและครอบครัวด้วย

อำนาจหน้าที่ของสถานพินิจ
        แม้ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ. 2534 จะได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของสถานพินิจไว้มากมาย แต่สามารถสรุปย่อยได้เป็น 3 หน้าที่หลัก ได้แก่
        1. สืบเสาะและพินิจ ตลอดจนทำรายงานเสนอต่อศาลเกี่ยวกับประวัติ สิ่งแวดล้อม และสาเหตุของการกระทำผิดของเด็กและเยาวชน เพื่อเสนอต่อผู้อำนวยการสถานพินิจ และสอดส่องเด็กและเยาวชน ที่ศาลมีคำพิพากษาให้คุมประพฤติ หรือกำหนดเงื่อนไขให้ปฏิบัติตาม
        2. ควบคุมตัวเด็กและเยาวชนไว้ระหว่างการพิจารณาคดีตามคำสั่งศาลหรือควบคุมตัวเด็กและเยาวชนตามคำพิพากษาของศาล
        3. ศึกษาค้นคว้าถึงสาเหตุของการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชน
        หน้าที่ดังกล่าวข้างต้นเป็นหน้าที่หลักและยังมีอำนาจหน้าที่อื่น ๆ ตามที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ. 2534 ได้กำหนดไว้ จัดได้ว่าเป็นหน้าที่เสริมให้การปฏิบัติหน้าที่หลัก 3 ประการข้างต้นให้สัมฤทธิ์ผล แต่เนื่องจากเป็นรายละเอียดปลีกย่อยจึงไม่ขอนำมากล่าวไว้ ณ ที่นี้

การจัดองค์กรของสถานพินิจ
        การจัดรูปแบบของสถานพินิจนี้ไม่มีรูปแบบที่ตายตัว ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณงานและความรับผิดชอบของสถานพินิจแต่ละแห่ง แต่ที่มีรูปแบบขององค์กรที่สมบูรณ์ที่สุด ได้แก่ สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกลาง ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร จึงขอยกมาเป็นตัวอย่างดังนี้
        สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกลาง แบ่งออกเป็น 4 กองย่อย ได้แก่
        * กองอำนวยการ จะทำหน้าที่ดูแลและบริหารงานสถานพินิจ ตลอดจนการฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนตามคำพิพากษา ซึ่งมีสถานฝึกและอบรมอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ บ้านกรุณา บ้านมุทิตา และบ้านปราณี
        * กองแรกรับ จะมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลเด็กและเยาวชนในระหว่างการสอบสวน การพิจารณาคดี
        * กองคุมประพฤติ จะเป็นกองที่มีบทบาทสำคัญ นับจากรับตัวเด็กหรือเยาวชนจากพนักงานสอบสวนแล้ว จะทำการสอบปากคำเบื้องต้น ทำทะเบียนประวัติ สืบเสาะ และพินิจและจัดทำรายงานประมวลข้อเท็จจริงซึ่งจะมีผลในการพิจารณาพิพากษาคดีเป็นอันมาก ตลอดจนรับรายงานตัวเด็กหรือเยาวชนที่ศาลมีคำสั่งให้คุมประพฤติ ซึ่งภายในกองจะแบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่
        1. ฝ่ายประมวลข้อเท็จจริงคดีอาญา
        2. ฝ่ายควบคุมและสอดส่อง
        3. ฝ่ายประมวลข้อเท็จจริงคดีครอบครัว
        * กองแพทย์ จะทำหน้าที่เกี่ยวกับการตรวจร่างกาย จิตใจของเด็กและเยาวชนเพื่อประกอบในรายงานประมวลข้อเท็จจริง ตรวจหาสารเสพติดในปัสสาวะตามที่ศาลมีคำสั่ง ตลอดจนให้การรักษาพยาบาลเด็กหรือเยาวชนในความควบคุมดูแลของสถานพินิจที่เจ็บป่วย

บุคลากรหลักในสถานพินิจจะมีอยู่ 3 ประเภท คือ
        1. ผู้อำนวยการสถานพินิจ จะเป็นผู้ดูแลและรับผิดชอบงานต่าง ๆ ในสถานพินิจ และมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชนในความควบคุมของสถานพินิจตามที่ได้กำหนดไว้มากมายหลายประการในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ. 2534 นอกจากนี้ ยังมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานคุมประพฤติและพนักงานสังคมสงเคราะห์อีกด้วย
        2. พนักงานคุมประพฤติ เป็นผู้ที่มีอำนาจหน้าที่สืบเสาะข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กและเยาวชน ควบคุมและสอดส่องความประพฤติเด็กและเยาวชนตามคำพิพากษาของศาล
        3. พนักงานสังคมสงเคราะห์ เป็นผู้มีอำนาจหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือสงเคราะห์เด็กและเยาวชนในระหว่างที่ถูกควบคุมตัว ส่งฝึกอบรมในสถานพินิจ หรือคุมประพฤติและทำหน้าที่ควบคุมสอดส่องเด็กและเยาวชนที่พ้นการส่งฝึกอบรม แต่ศาลได้กำหนดเงื่อนไขภายหลังปล่อยพ้นจากการฝึกอบรม

บทสรุป
        เด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มบุคคลที่สมควรได้รับความรัก ความเอาใจใส่ การอบรมสั่งสอนจากผู้ใหญ่ในสังคม มิใช่จำกัดเฉพาะผู้ใหญ่ที่อยู่รอบข้างตัวเด็กและเยาวชนเท่านั้น เนื่องจากยังเยาว์วัยทางความคิด การตัดสินใจ และการควบคุมตนเอง จึงง่ายต่อการที่จะถูกชักจูงไปในทางที่เสียหายจากผู้ที่ไม่ประสงค์ดีต่อเด็กและเยาวชน หากปล่อยปละละเลยไม่ให้การสนใจ เด็กและเยาวชนเหล่านี้เมื่อเติบใหญ่ย่อมนำพาสังคม และประเทศชาติไปในทางที่เสื่อม แม้กับเด็กและเยาวชนที่หลงเดินทางผิด มีความประพฤติเบี่ยงเบนและทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ก็สมควรที่จะได้รับโอกาสและความช่วยเหลือให้สามารถกลับตัวเป็นคนดี หากใช้วิธีและกระบวนยุติธรรมเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ย่อมรังแต่จะทำให้เด็กและเยาวชนเหล่านั้นไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้กลับตัวเป็นพลเมืองที่ดีได้ รัฐจึงต้องมีการกำหนดระบบกระบวนยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนที่มีความประพฤติเสียหายเป็นการเฉพาะ โดยมุ่งเน้นให้เด็กและเยาวชนเหล่านี้มีโอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองที่ดีและเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของสังคมต่อไปได้ อีกทั้งจัดตั้งองค์กรขึ้นมาช่วยรัฐดูแลงานทางด้านนี้เป็นการเฉพาะ แต่เนื่องจากจำนวนบุคลากรในหน่วยงานนั้น ๆ มีไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนที่มีความประพฤติเสียหายเหล่านี้ได้โดยลำพัง ดังนั้น จึงต้องได้รับความร่วมมือจากตัวเด็กและเยาวชน พ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้ใหญ่รอบข้างและสังคมด้วย
        แต่การที่เด็กและเยาวชนแม้จะได้รับโอกาสจากสังคมในการกลับตัวเป็นพลเมืองดีได้แต่ก็คงสร้างรอยด่างในหัวใจและความทรงจำในเชิงที่ไม่ดีของเขาเหล่านี้ แม้กาลเวลาจะผ่านไปยาวนานแค่ไหนก็ตาม ดังนั้น บิดามารดา ผู้ปกครองควรที่จะให้การดูแล เอาใจใส่ อบรมให้เด็กและเยาวชนในความปกครองให้ประพฤติปฏิบัติไปในทางที่ถูกต้อง ย่อมเป็นการดีกว่าที่จะตามแก้ไขเมื่อเกิดปัญหาขึ้นมาแล้ว
        บทความนี้ ข้าพเจ้าได้เรียบเรียบจากตำราต่าง ๆ การเรียนในชั้นเรียน ตลอดจนการฝึกงานในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกลางในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ทั้งนี้เนื่องจากเห็นว่าในสังคมไทยน้อยคนนักที่จะทราบถึงกระบวนยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน เมื่อเกิดปัญหาขึ้นกับเด็กและเยาวชนในความปกครอง ก็ไม่สามารถที่จะให้คำปรึกษาหรือปกป้องสิทธิที่พึงมีพึงได้จากรัฐ ทำให้เด็กและเยาวชนถูกล่วงละเมิดทางสิทธิและลุกลามกลายเป็นข่าวที่ชวนให้ผู้ที่ได้รับรู้เกิดความสังเวชใจเป็นเนืองนิจ แต่ก็ไม่อาจที่จะกล่าวลึกลงไปในรายละเอียดมากนัก คงได้แต่เพียงบรรยายให้เห็นโครงร่างโดยรวมของกระบวนยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนเท่านั้น เนื่องจากความจำกัดของพื้นที่หน้ากระดาษ หากท่านผู้ใดสนใจสามารถหาหนังสือเกี่ยวกับการกระทำความผิดของเด็กและเยาวชนซึ่งมีจำหน่ายเป็นการทั่วไปมาอ่านเพิ่มเติมความรู้ก็จะเป็นการดี และในท้ายบทความนี้ ข้าพเจ้าได้นำเสนอแผนผังกระบวนยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนที่กระทำผิด ซึ่งสามารถอ่านและทำความเข้าใจได้ไม่ยากนัก

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
www.lawonline.co.th
สมพร อมรชัยนพคุณ

กรรมสิทธิ์รวม


กรรมสิทธิ์รวม

1. กรรมสิทธิ์รวมเป็นเรื่องของบุคคลหลายคนถือกรรมสิทธิ์รวมกันในทรัพย์สินอันเดียวกัน และทุกคนเป็นเจ้าของทุกส่วนของทรัพย์สินนั้นรวมกัน โดยลักษณะดังกล่าวกฎหมายจึงกำหนดให้เจ้าของรวมมีส่วนตามข้อสันนิษฐานของกฎหมาย มีสิทธิจัดการทรัพย์สิน ต่อสู้บุคคลภายนอกใช้ทรัพย์สินและได้ซึ่งดอกผลจำหน่ายหรือก่อภาระติดพัน รวมทั้งมีหน้าที่ออกค่าใช้จ่ายตามส่วน
2. เจ้าของมีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์นั้นได้ โดยแบ่งทรัพย์นั้นเองระหว่างเจ้าของรวม หรือขายทรัพย์สินแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งกัน โดยเจ้าของรวมคนหนึ่งๆ ต้องรับผิดชอบตามส่วนของตนเช่นเดียวกับผู้ขายในทรัพย์สิน ซึ่งเจ้าของรวมคนอื่นๆ ได้รับไปในการแบ่งนั้น รวมทั้งต้องรับผิดร่วมกันต่อบุคคลภายนอกในหนี้อันเกี่ยวกับทรัพย์สินรวม และรับผิดต่อเจ้าของรวมคนอื่นในหนี้ซึ่งเกิดจากการเป็นเจ้าของรวมด้วย
ลักษณะและผลของกรรมสิทธิ์รวม
กรณีที่ 1
        เอก โท และตรี เป็นเจ้าของโรงแรมเล็กๆ แห่งหนึ่งร่วมกันโดยเอกเป็นเจ้าของ 1 ส่วน โท 2 ส่วน และตรี 3 ส่วน เอกกับโทมีความเห็นร่วมกันว่า ต้องปรับปรุงโรงแรมใหม่โดยเปลี่ยนจากระบบพัดลมเป็นระบบเครื่องปรับอากาศเพื่อยกระดับโรงแรมและเพิ่มค่าเช่าห้องให้สูงขึ้น แต่ตรีคัดค้านโดยอ้างว่าตนเป็นหุ้นส่วนใหญ่ เมื่อตนไม่เห็นด้วยหากเอกกับโทดำเนินการกันไปเองย่อมเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าข้ออ้างของตรีรับฟังได้หรือไม่
        ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1358 วรรคสาม ในเรื่องการจัดการอันเป็นสาระสำคัญ ท่านว่าข้อตกลงกันโดยคะแนนข้างมากแห่งเจ้าของรวมและคะแนนข้างมากนั้น ต้องมีส่วนไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งแห่งค่าทรัพย์สิน
        ตามปัญหาการปรับปรุงโรงแรมใหม่โดยเปลี่ยนจากระบบพัดลมเป็นระบบเครื่องปรับอากาศนั้น เป็นการจัดการทรัพย์สินโดยวิธีที่ต่างไปจากการจัดการธรรมดาจึงเป็นเรื่องของการจัดการอันเป็นสาระสำคัญ ตามมาตรา 1358 วรรคสามดังกล่าว กำหนดให้ต้องตกลงกันโดยคะแนนเสียงข้างมากของเจ้าของรวมและคะแนนข้างมากนั้นต้องมีส่วนไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งแห่งค่าทรัพย์สิน เมื่อเอกกับโทมีความเห็นร่วมกันจึงนับเป็นเสียงข้างมากของเจ้าของรวม และมีส่วนของความเป็นเจ้าของรวมกันได้ 3 ส่วน ซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของทรัพย์สินทั้งหมด จึงมีส่วนไม่ต่ำกว่าครึ่งแห่งมูลค่าทรัพย์สิน ตามมาตรา 1358 วรรคสามดังกล่าวแล้ว เอกกับโทจึงดำเนินการในเรื่องจัดการอันเป็นสาระสำคัญดังกล่าวได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
        ฉะนั้นข้ออ้างของตรีจึงรับฟังไม่ได้ การที่เอกกับโทตกลงกันย่อมเป็นคะแนนข้างมากแห่งเจ้าของรวม และคะแนนข้างมากนั้นมีส่วนไม่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่ง แห่งค่าทรัพย์สิน ตามมาตรา 1358 วรรคสามแล้ว

กรณีที่ 2
        เด่นกับดังเป็นเจ้าของรถบรรทุกคันหนึ่งร่วมกันโดยเด่นถือกรรมสิทธิ์ 2 ใน 3 และดังถือกรรมสิทธิ์ 1 ใน 3 ทั้งสองตกลงกันว่าใครจะเอาไปใช้เมื่อใดก็ได้ แต่ขอให้บอกกันให้รู้ล่วงหน้า และจะไม่ใช้ซ้ำกัน ปรากฏว่าในระหว่างที่เด่นนำไปใช้หนึ่งเดือนนั้น ต้องจ่ายค่าซ่อมเครื่องยนต์ไป 30,000 บาท และค่าน้ำมันเชื้อเพลิง 12,000 บาท เด่นจึงเรียกให้ดังออกค่าใช้จ่ายค่าซ่อมเครื่องยนต์และค่าน้ำมันเชื้อเพลิงดังกล่าว คนละครึ่งดังนี้ให้วินิจฉัยว่า ดังจะมีข้อต่อสู้เพียงใด
        ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1362 เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ จำต้องช่วยเจ้าของรวมคนอื่นๆตามส่วนของตนในการออกค่าจัดการ ค่าภาษีอากร และค่ารักษา กับทั้งค่าใช้ทรัพย์สินรวมกันด้วย
        ตามปัญหา เด่นกับดังเป็นเจ้าของรถรถบรรทุกคันหนึ่งร่วมกัน โดยเด่นถือกรรมสิทธิ์ 2 ใน 3 และดังถือกรรมสิทธิ์ 1 ใน 3 ปรากฏว่าในระหว่างที่เด่นนำไปใช้เป็นเวลา 1 เดือนนั้น ต้องจ่ายค่าซ่อมเครื่องยนต์ไป 30,000 บาท ค่าซ่อมเครื่องยนต์ดังกล่าวเป็นค่ารักษาทรัพย์สิน ดังต้องช่วยออก 1 ใน 3 ตามส่วนของตน ตามมาตรา 1362 ดังกล่าวนั้นคือ 10,000 บาท สำหรับค่าน้ำมันเชื้อเพลิงมิใช่ทรัพย์สินรวมกัน แต่เป็นค่าใช้จ่ายทรัพย์เป็นส่วนตัว ดังจึงไม่มีหน้าที่ต้องช่วยออกค่าทรัพย์ใช้ทรัพย์สินเป็นการส่วนตัวแต่อย่างใด
        ฉะนั้น ดังจึงมีข้อต่อสู้โดยออกค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าซ่อมเครื่องยนต์ อันเป็นค่ารักษาทรัพย์สินตามตามส่วนของตนเท่านั้น

การแบ่งทรัพย์สินอันเป็นกรรมสิทธิ์รวม
กรณีที่ 1
        นกกับแมวซื้อที่ดินหน้ากว้าง 6 เมตร ยาวตลอดแนวเพื่อทำถนนเข้าที่ดินของแต่ละคน โดยถือกรรมสิทธิ์คนละครึ่ง ต่อมานกต้องการปรับปรุงถนนจากดินลูกรังเป็นคอนกรีตแต่แมวคัดค้านโดยอ้างเหตุว่าเป็นการสิ้นเปลืองและเกินความจำเป็น หากจะทำก็ขอให้นกออกค่าใช้จ่ายแต่เพียงฝ่ายเดียวนกโกรธมากจึงเรียกให้แบ่งถนนคนละครึ่ง คือแบ่งตามหน้ากว้าคนละ 3 เมตรเพื่อจะได้ถนนคอนกรีตในส่วนของตนดังนี้ ให้วินิจฉัยว่าข้อเรียกร้องให้แบ่งถนนคนละครึ่งของนกรับฟังได้หรือไม่เพราะเหตุใด
        ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1363 วรรคแรก เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ มีสิทธิเรียกให้แบ่งทรัพย์สินได้ เว้นแต่จะมีนิติกรรมขัดอยู่ หรือถ้าวัตถุที่ประสงค์ที่เป็นเจ้าของรวมกันนั้นมีลักษณะเป็นการถาวร ก็เรียกให้แบ่งไม่ได้ ตามปัญหานกกับแมวซื้อที่ดินหน้ากว้าง 6 เมตรยาวตลอดแนวเพื่อทำถนนเข้าที่ดินของแต่ละคน โดยถือกรรมสิทธิ์คนละครึ่ง เช่นนี้เห็นได้ว่าวัตถุประสงค์ที่เป็นเจ้าของถนนรวมกันนั้นมีลักษณะเป็นการถาวร นกจึงเรียกให้แบ่งถนนคนละครึ่งตามหน้ากว้างคนละ 3 เมตร เพื่อจะได้ทำถนนคอนกรีตเฉพาะส่วนของตนไม่ได้เป็นการขัดต่อบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1363 วรรคแรกดังกล่าว
        ฉะนั้นข้อเรียกร้องให้แบ่งถนนคนละครึ่งของนกจึงรับฟังไม่ได้เพราะวัตถุประสงค์ของการเป็นเจ้าของรวมกันนั้น มีลักษณะเป็นการถาวรต้องห้ามตามมาตรา 1363 วรรคแรก

กรณีที่ 2
        หนึ่ง สอง และสาม เป็นเจ้าของโคฝูงหนึ่งร่วมกันโดยแต่ละคนถือกรรมสิทธิ์เท่ากัน ต่อมาทั้งสามคนตกลงแบ่งโคกันตามส่วนคนละ 100 ตัว แต่ปรากฏว่าโคส่วนของสามที่ได้รับแบ่งไปนั้นตายทั้งหมดเพราะป่วยเป็นโรคร้ายอยู่ก่อนแล้ว ต้องทำลายซากทั้งหมด ในส่วนที่โคตายทั้งหมดนั้น คิดเป็นเงิน 600,000 บาท สามจึงเรียกให้หนึ่งและสองชดใช้ค่าเสียหายให้ตนคนละ 300,000 บาท เช่นนี้ให้วินิจฉัยว่าหนึ่งและสองจะมีข้อต่อสู้เพียงใด
        ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1366 เจ้าของรวมคนหนึ่งๆ ต้องรับผิดตามส่วนของตนเช่นเดียวกับผู้ขายในทรัพย์สินซึ่งเจ้าของรวมคนอื่นๆ ได้รับไปในการแบ่ง
        ตามปัญหา หนึ่ง สอง และสาม เป็นเจ้าของโคฝูงหนึ่งร่วมกันโดยแต่ละคนถือกรรมสิทธิ์เท่ากันภายหลังการแบ่งทรัพย์สิน ปรากฏว่าโคส่วนของสามที่ได้รับแบ่งไปตามทั้งหมด เพราะป่วยเป็นโรคร้ายอยู่ก่อนแล้ว เช่นนี้หนึ่ง สองต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่อง ตามส่วนของตนเช่นเดียวกับผู้ขาย ตามมาตรา 1366 ดังกล่าว เมื่อโคส่วนของสามที่ตายทั้งหมด คิดเป็นเงิน 600,000 บาท แต่ละคนจะต้องรับผิดชอบตามส่วนคือ คนละ 200,000 บาท สามจึงเรียกให้หนึ่งและสอง ชดใช้ค่าเสียหายให้ตนได้ คนละ 200,000 บาท
        ฉะนั้นหนึ่งและสองจึงมีข้อต่อสู้ว่า จะต้องรับผิดตามส่วนของตนคือคนละ 200,000 บาท มิใช่ 300,000 บาท ตามที่สามเรียกร้อง

ที่มา : คุณ hanayo_boyz จากเว็บไซต์ Bloggang.com

กฏหมายข้อมูลส่วนบุคคล


กฏหมายข้อมูลส่วนบุคคล

ความนำ
        ในโลกปัจจุบันที่ข้อมูลเป็นสิ่งที่มีค่า แม้ในประเทศไทยจะมีกฎหมายหลายฉบับที่ควบคุมเกี่ยวกับข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคล แต่ก็หาครอบคลุมทั้งระบบไม่ โดยกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันที่สำคัญที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล คือ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.๒๕๔๐ แต่พระราชบัญญัติดังกล่าวนั้นครอบคลุมเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในครอบครองของหน่วยงานของรัฐเท่านั้น ยังไม่ครอบคลุมถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในมือของเอกชน แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกฎหมายบางฉบับที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในครอบครองของเอกชน แต่ก็ไม่ครอบคลุมทั้งระบบ เช่น ข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในการครอบครองของสถาบันการเงินอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ.๒๕๔๕
        ในภาคเอกชนนั้นมีการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ที่ติดต่อกับบริษัทห้างร้านเป็นประจำ หากการจัดเก็บนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของบริษัทห้างร้านนั้น ๆ ก็คงไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่บุคคลอื่น แต่สภาพความเป็นจริงในปัจจุบันหาเป็นเช่นนั้นไม่ สังเกตได้จากการที่บุคคลบ้างคนจะได้รับจดหมายเสนอขายสินค้าในราคาพิเศษ เสนอให้สมัครเข้าเป็นสมาชิกกิจกรรมบ้างอย่างโดยไม่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขปกติ ฯลฯ ซึ่งผู้รับจดหมายนั้นก็คงรู้สึกว่า เหตุใดจึงได้รับสิทธิพิเศษเช่นนั้น ซึ่งก็คาดหมายได้ไม่ยากนักว่า ข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับสถานะทางการเงิน สถานะทางสังคม ของผู้รับจดหมายนั้นถูกผู้ส่งจดหมายล่วงรู้ แต่มีปัญหาว่า ผู้ส่งจดหมายล่วงรู้ข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างไร ซึ่งก็มีการคาดการณ์ต่าง ๆ นานา นับตั้งแต่ อาจมีเอกชนบ้างรายรับหน้าที่จัดหาข้อมูลส่วนบุคคลให้แก่บริษัทห้างร้านที่ต้องการ โดยเฉพาะในการติดต่อเพื่อประโยชน์ในทางการตลาด เพราะหากไม่มีข้อมูลดังกล่าว ก็คงต้องเสียเวลาในการเจาะกลุ่มลูกค้า
        ความตื่นตัวด้านข้อมูลส่วนบุคคลในประเทศไทยนั้นนับว่ายังน้อยอยู่มาก สังเกตได้จาก การหาข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้นไม่ยากจนเกินไปที่จะแสวงหาได้ ท่านผู้อ่านท่านใดที่อยากทราบว่าท่านเป็นบุคคลที่ทำกิจกรรมใดบ้าง ท่านก็อาจสามารถเข้าไปใน www.google.com แล้วพิมพ์ชื่อของท่าน เว็บดังกล่าวจะค้นหาให้ท่านจากระบบอินเตอร์เน็ตทุกเว็บที่มีการกล่าวถึงชื่อท่าน แล้วท่านจะพบความอัศจรรย์ของข้อมูลดังกล่าว บางข้อมูลนั้นจัดว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ท่านอาจไม่ประสงค์จะเปิดเผยก็อาจเป็นได้
        อย่างไรก็ดี ในภาครัฐได้มีการริเริ่มดำเนินการยกร่างกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะที่อยู่ในการครอบครองของเอกชน

ความเป็นมาของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
        คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๔๑ เห็นชอบหลักการโครงการพัฒนากฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เสนอ ดำเนินการตาม และมอบให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เป็นศูนย์กลางดำเนินการและประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่กำลังดำเนินการจัดทำกฎหมายเทคโนโลยีสารสนเทศและกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ซึ่งกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นหนึ่งในกฎหมายที่ยกร่างขึ้นนั้น
        ต่อมาในเดือนธันวาคม ๒๕๔๔ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมได้มีหนังสือถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. …. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี แต่ตามขั้นตอนต้องส่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวให้หน่วยงานรัฐต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องให้ความเห็นเสียก่อน ผลของการให้ความเห็นปรากฏว่ามีความเห็นขัดแย้งกัน จึงต้องพิจารณาเพื่อให้ได้ข้อยุติก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป
        หลังจากนั้นในเดือนตุลาคม ๒๕๔๕ ได้มีการปรับปรุงโครงสร้างกระทรวง ทบวง กรม โดยมีการจัดตั้งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อการ ขึ้น ทำให้งานเกี่ยวกับการยกร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยมีศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เป็นผู้รับผิดชอบ และได้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
        สถานะในปัจจุบันของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล คือ อยู่ในระหว่างการดำเนินการของคณะทำงานเพื่อศึกษาประเด็นปัญหากฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งก็กำลังเร่งการทำงาน และได้มีการรับฟังความเห็นของหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องอยู่บ่อยครั้ง

สาระของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
        ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลยกร่างขึ้นในร่างแรก ๆ โดยอาศัยแนวทางขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Cooperation and Development) หรือ OECD และ Directive ๙๕/๔๖/EC of the European Parliament and of the Council of ๒๔ October ๑๙๙๕ on the protection of individuals with regard to the processing of personal data and on the free movement of such data ของสหภาพยุโรป โดยเน้นที่ประเทศอิตาลีเป็นสำคัญ และต่อมาในการพิจารณาได้มีการอาศัยเทียบเคียงกับกฎหมายของอีกหลายประเทศ เช่น เยอรมัน อังกฤษ ออสเตรียเลีย ฮ่องกง เป็นต้น
        สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลต่อไปนี้ เป็นการพิจารณาต่างร่างที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม ๒๕๔๔

เจตนารมณ์ของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
        ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีเจตนารมณ์เพื่อให้ความค้มครองข้อมูลส่วนบุคคล โดยการกำหนดหลักเกณฑ์การเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผย ข้อมูลส่วนบุคคล ที่อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานเอกชน ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมทั้งกำหนดกลไกในการกำกับดูแล เพราะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในปัจจุบันทำให้มีการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ว

ขอบเขตของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
        ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กำหนดไว้ในมาตรา ๓ ว่า บุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ในกรณีที่มีกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ใดที่มีสภาพบังคับในการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเรื่องใดไว้โดยเฉพาะ และมีหลักประกันความเป็นธรรมและมาตรฐานไม่ต่ำกว่าที่กำหนดในพระราชบัญญัตินี้
        ข้อสังเกต ขอบเขตของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลข้างต้นทำให้ครอบคลุมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในครอบครองของหน่วยงานรัฐและเอกชน ทั้ง ๆ ที่ในกรณีข้อมูลส่วนบุคคลนั้นมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะแล้ว คือ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.๒๕๔๐ ซึ่งคงต้องมีการพิจารณาในประเด็นของขอบเขตของร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลว่า เหมาะสมหรือไม่ที่จะให้คงขอบเขตดังกล่าวไว้ หรือจะจำกัดขอบเขตให้ครอบคลุมเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในครอบครองของเอกชนเท่านั้น

ความหมายของข้อมูลส่วนบุคคลที่จะได้รับความคุ้มครอง
        ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ให้คำนิยามของ “ข้อมูลส่วนบุคคล” ที่จะได้รับความคุ้มครองไว้ว่า “หมายความว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุคคล ซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม”
        ข้อสังเกต ปกติความเป็นส่วนตัวอันเป็นข้อมูลส่วนบุคคลนั้น จะมีได้เฉพาะแต่บุคคลธรรมดาเท่านั้น ไม่มีอยู่ในนิติบุคคล แต่ในร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ได้บัญญัติชัดว่าข้อมูลส่วนบุคคลนั้นหมายถึงแต่เฉพาะของบุคคลธรรมดาเท่านั้น ทำให้อาจเกิดการตีความในภายหลังได้ว่า “บุคคล” หมายถึงทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลได้

การให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
(๑) การเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผย แก้ไขเปลี่ยนแปลง ลบ หรือกระทำการใด ๆ ต่อข้อมูลส่วนบุคคลชอบที่จะปฏิบัติได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ทีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งหมายความว่า จะมีการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลต่าง ๆ ได้ ต่อเมื่อมีกฎหมายให้อำนาจไว้
(๒) การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อบันทึกหรือพิมพ์เผยแพร่จะกระทำมิได้ เว้นแต่
-เป็นการเก็บรวบรวมภายใต้วัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจกรรมของผู้เก็บรวบรวม และ
-การเก็บรวบรวมข้อมูลนั้น กระทำเพียงเท่าที่จำเป็น ตามกรอบวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม
(๓) ในกรณีที่ผู้เก็บรวบรวมข้อมูลทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อบันทึกหรือพิมพ์เผยแพร่ ผู้เก็บรวบรวมข้อมูลจะต้องแจ้งให้แก่บุคคลที่เกี่ยวข้องทราบ ในขณะนั้นหรือในทันทีเมื่อเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลนั้นแล้วเสร็จถึงรายละเอียด ดังต่อไปนี้
-วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวม
-บทบัญญัติของกฎหมายที่อนุญาตหรือกำหนดให้มีการเก็บรวบรวม
-บุคคลหรือหน่วยงานซึ่งผู้เก็บรวบรวมมีหน้าที่จะต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นให้แก่บุคคลหรือหน่วยงานดังกล่าว
(๔) ห้ามมิให้เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อในลัทธิ ศาสนาหรือปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ประวัติสุขภาพ หรือข้อมูลอื่นใดซึ่งกระทบความรู้สึกของผู้อื่นหรือประชาชนตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด โดยปราศจากความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง เว้นแต่
-กระทำเพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรือสุขภาพของบุคคล
-กระทำโดยองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร โดยข้อมูลดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสมาชิกขององค์กรนั้น และได้แจ้งให้บุคคลนั้นทราบก่อนหรือในขณะเก็บข้อมูลว่าจะไม่เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอม
-กระทำเพื่อประโยชน์การศึกษาวิจัย การวิเคราะห์ทางสถิติที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์หรือสุขภาพโดยรวมของประชาชน
(๕) ในกรณีที่ผู้เก็บรวบรวมข้อมูลทำการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อบันทึก หรือพิมพ์เผยแพร่ ถ้าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่เผยแพร่ทั่วไป ผู้เก็บรวบรวมข้อมูลจะต้องดำเนินการเพื่อให้บุคคลที่เกี่ยวข้องมั่นใจได้ว่าการเก็บรวบรวมนั้นสอดคล้องตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด ทันสมัย ครบถ้วน และไม่ล่วงล้ำหรือก้าวก่ายกิจการส่วนตัวของบุคคลที่เกี่ยวข้อง
(๖) ผู้ครอบครองหรือควบคุมบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลต้องดำเนินการดังนี้
-กำหนดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัย ไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข เปิดเผยโดยปราศจากอำนาจ หรือนำไปใช้โดยมิชอบ และ
-ในกรณีที่ต้องให้บันทึกข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลอื่น ต้องดำเนินการเพื่อป้องกันมิให้บุคคลนั้นใช้ หรือเปิดเผยบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจ
(๗) ผู้ครอบครองหรือควบคุมบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล ต้องจัดทำรายการดังต่อไปนี้ ให้เจ้าของข้อมูลหรือคณะกรรมการตรวจสอบได้ ทั้งนี้ เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
-ลักษณะของข้อมูลที่มีการเก็บบันทึก
-วัตถุประสงค์ของการเก็บบันทึกแต่ละประเภท
-ประเภทของบุคคลที่มีการจัดเก็บข้อมูลไว้
-ระยะเวลาการเก็บข้อมูลแต่ละประเภท
-เงื่อนไขเกี่ยวกับบุคคลที่มีสิทธิเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลและเงื่อนไขในการเข้าถึงข้อมูลนั้น ๖) ขั้นตอนที่กำหนดให้ต้องดำเนินการเมื่อมีการขอเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล
-บุคคลที่เกี่ยวข้องมีสิทธิขอเข้าถึงบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน ซึ่งผู้ครอบครองหรือควบคุมบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลมีอยู่ เว้นแต่เป็นการขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น
(๙) ผู้ครอบครองหรือควบคุมบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดำเนินการแก้ไข ลบ หรือเพิ่มเติมบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นถูกต้อง ทันสมัย สมบูรณ์ และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น
-ในกรณีที่ผู้ครอบครองหรือควบคุมบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ทำการแก้ไข ลบ หรือเพิ่มเติมตามที่บุคคลที่เกี่ยวข้องร้องขอ และไม่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องแก้ไข ผู้นั้นต้องบันทึกข้อความของบุคคลเกี่ยวข้องที่ให้ทำการแก้ไข ลบ หรือเพิ่มเติมข้อมูลส่วนบุคคลไว้กับข้อมูลนั้น
(๑๐) ผู้ครอบครองหรือควบคุมบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล จะใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในครอบครองหรือควบคุมดูแลของตนต่อผู้อื่นโดยปราศจากความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลที่ไว้ก่อนหรือในขณะนั้นมิได้ เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้
-ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลตามปกติภายใต้วัตถุประสงค์ของการจัดให้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลนั้น หรือเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์ที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับวัตถุประสงค์ของการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล
-เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลต่อหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ด้านการวางแผนหรือการสถิติหรือสำมะโนต่าง ๆ ซึ่งมีหน้าที่ต้องรักษาข้อมูลส่วนบุคคลไว้ไม่ให้เปิดเผยต่อไปยังผู้อื่น
-ให้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัยโดยไม่ระบุชื่อหรือส่วนที่ทำให้รู้ว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับบุคคลใด
-เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อป้องกันการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการสืบสวน การสอบสวน หรือการฟ้องคดี ไม่ว่าเป็นคดีประเภทใดก็ตาม
-ให้ข้อมูลส่วนบุคคลต่อศาล และเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลที่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะขอข้อมูลส่วนบุคคลนั้น
-ให้ข้อมูลส่วนบุคคลต่อศาล และเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลที่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะขอข้อมูลส่วนบุคคลนั้น
(๑๑) ห้ามมิให้มีการส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังประเทศซึ่งมิได้มีบทบัญญัติในการให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในระดับที่เท่าเทียมกันในสาระสำคัญเช่นเดียวกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้
-ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล
-เป็นความจำเป็นเพื่อชำระหนี้ตามความผูกพันที่เป็นผลของสัญญา ซึ่งเจ้าของข้อมูลเป็นคู่สัญญา หรือเป็นสัญญาระหว่างหน่วยงานกับบุคคลอื่นที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของเจ้าของข้อมูล
-กระทำเพื่อประโยชน์ของบุคคลซึ่งไม่สามารถให้ความยินยอมได้

จริยธรรมในการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
        ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้วางหลักเกณฑ์เพื่อให้ภาคเอกชนสร้างกลไกในการให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของตนเอง ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติที่มีอยู่เดิม และมิให้เป็นการสร้างภาระเพิ่มเติมให้กับภาคเอกชนในกรณีที่กฎหมายประกาศใช้ โดยประมวลจริยธรรมดังกล่าวนั้นจะต้องไม่ฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
        ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกำหนดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลขึ้นมาคณะหนึ่ง เพื่อกำกับดูแลให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายหรือประมวลจริยธรรมที่ภาคเอกชนกำหนด โดยมีอำนาจที่สำคัญ ๓ ประการ คือ
(๑) การกำหนดนโยบาย
(๒) การวางหลักเกณฑ์ และแนวปฏิบัติต่าง ๆ
(๓) การวินิจฉัยข้อพิพาท
การร้องเรียน และการอุทธรณ์
        ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้กำหนดให้ในกรณีที่บุคคลที่ถูกกระทบสิทธิร้องเรียนต่อคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อบังคับให้เป็นไปตามสิทธิของตน และผู้ถูกกระทบสิทธิยังอาจดำเนินการตามกฎหมายอื่นได้อีก นอกจากนั้น ในกรณีที่คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเข้าตรวจสอบด้วยตนเองกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าการดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลที่เกี่ยวข้อง และหากพบ คณะกรรมการมีอำนาจดังนี้
(๑) สั่งห้ามการดำเนินการดังกล่าว
(๒) สั่งให้หน่วยงาน ผู้เก็บรวบรวม ผู้ครอบครอง หรือควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลกระทำการใด ๆ ภายใต้เงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด
(๓) ในกรณีที่การดำเนินการไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ อาจสั่งให้หน่วยงาน ผู้เก็บรวบรวม ผู้ครอบครอง หรือควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ทำลายหรือจะจัดให้มีการทำลายการดำเนินการดังกล่าว

สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลส่วนบุคคล
        ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กำหนดให้มีการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลส่วนบุคคล เป็นหน่วยงานของรัฐ ทำหน้าที่เป็นหน่วยธุรการของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีสถานะเป็นนิติบุคคล

ความรับผิดทางแพ่ง
        ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้นำแนวคิดในเรื่องความรับผิดเด็ดขาดมาใช้ในความรับผิดทางแพ่งในกรณีที่มีการก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถูกเก็บข้อมูลส่วนบุคคลหรือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดเป็นหลักการสำคัญไว้ว่า การดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลด้วยประการใด ๆ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง ผู้เก็บรวบรวมข้อมูลหรือผู้ครอบครองหรือควบคุมบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลนั้นต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น ไม่ว่าการดำเนินการนั้นจะเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้เก็บรวบรวมข้อมูลหรือผู้ครอบครองหรือควบคุมบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลหรือไม่ก็ตาม เว้นแต่ผู้นั้นจะพิสูจน์ได้ว่าการดำเนินการเช่นว่านั้นเกิดจาก
(๑) เหตุสุดวิสัย
(๒) การกระทำตามคำสั่งของรัฐบาลหรือเจ้าพนักงานของรัฐ
(๓) การกระทำหรือละเว้นการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวข้องหรือบุคคลอื่นนั้นเอง
(๔) การดำเนินการครบถ้วนตามประมวลจริยธรรมที่ตนจัดทำขึ้น

        ข้อสังเกต หากร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลใช้บังคับ บทบัญญัติข้างต้น เอกชนผู้จัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลต้องระมัดระวังในการปฏิบัติตามกฎหมายนี้อย่างเข้มงวด เพราะอาจทำให้ต้องรับผิดในทางแพ่งได้โดยง่าย

โทษทางอาญา
        ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้กำหนดความผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติฝ่าฝืนร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลไว้หลายกรณี ที่สำคัญ เช่น
(๑) ผู้ใดดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์อันมิชอบด้วยกฎหมาย หรือเพื่อให้ผู้อื่นเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(๒) ผู้ใดเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ หรือเพื่อให้ผู้อื่นเสียหาย ทำการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลโดยเฉพาะเจาะจงหรือโดยเปิดเผย อันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติตามมาตรา ๑๕ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 บทส่งท้าย
        เมื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครอบข้อมูลส่วนบุคคล แล้วพบว่า หากมีการประกาศใช้เป็นกฎหมายโดยมีเนื้อหาสาระในทำนองที่กล่าวมาข้างต้น จะส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บและเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่จัดเก็บโดยภาคเอกชนโดยตรง ซึ่งแต่เดิมไม่มีกฎหมายควบคุม จึงน่าจับตามองร่างกฎหมายนี้อย่างใกล้ชิดว่าจะมีเนื้อหาสาระที่แน่นอนในทิศทางใด เพื่อเตรียมการรองรับเมื่อกฎหมายใช้บังคับ เพราะกฎหมายได้กำหนดผลการฝ่าฝืนไว้ทั้งความรับผิดทางแพ่งและทางอาญา
        อย่างไรก็ดี ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ยังมีหลายประเด็นที่จำเป็นต้องได้รับการพิจารณา ซึ่งต้องติดตามต่อไป โดยเฉพาะในประเด็นดังต่อไปนี้
(๑) ขอบเขตของกฎหมาย ในประเด็นที่ว่า ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จะครอบคลุมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในการครอบครองของรัฐและเอกชน หรือจะจำกัดเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคลที่อยู่ในการครอบครองของเอกชนเท่านั้น
(๒) การตั้งคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลขึ้นเพียงคณะเดียว มีหน่วยงานรัฐอื่นแสดงความเห็นว่า การมีกรรมการชุดเดียวที่มีอำนาจทั้งออกระเบียบ วางนโยบาย และวินิจฉัยข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ทำให้ไม่มีการตรวจสอบและถ่วงดุลการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ จึงมีการเสนอให้มีกรรมการ ๒ ชุด แยกหน้าที่ในการวางระเบียบออกจากหน้าที่ในการวินิจฉัยข้อพิพาท
(๓) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่มีการจัดตั้งขึ้นใหม่เป็นเอกเทศตามร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มีความเห็นจากหน่วยงานรัฐอื่นว่า ไม่เหมาะสม ควรดำเนินการให้หน่วยงานที่ดูแลกฎหมายเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศทั้งหมด รวมอยู่ที่หน่วยงานเพียงหน่วยเดียวเพื่อความเป็นเอกภาพ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย รองศาสตราจารย์มานิตย์ จุมปา